ปี 2020 วิกฤตตลาดหุ้นโลกจะมาไหม? สรุปทุกอย่างที่คนลงทุนต้องรู้

Yield Curve

ช่วงเดือนมีนาคม ปี 2019 ที่ผ่านมา Yield Curve ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเกิดการ “กลับด้าน” (Inverted Yield Curve) เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ซึ่งตามสถิติในอดีต 50 ปีที่ผ่านมา เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด Inverted Yield Curve โดยเฉลี่ยแล้วหลังจากนั้นประมาณ 12-34 เดือนถึงจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้น

จากเดือนมีนาคม ปี 2019 ตอนนี้เดือนมกราคม ปี 2020 เราผ่านเหตุการณ์ Inverted Yield Curve มาแล้ว 10 เดือนด้วยกัน มาดูกันว่ารอบนี้เศรษฐกิจจะเข้าสู่วิกฤตตามที่ Yield Curve ได้ทำนายไว้แบบในอดีตหรือไม่? สถานการณ์ตอนนี้เป็นอย่างไร? ข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องติดตาม?

Yield Curve เลิก Invert แล้ว

Yield Curve เลิก Invert แล้ว (เส้นสีนำเงินในรูป) แต่นั่นเป็นเพราะธนาคารกลางสหรัฐฯปรับเปลี่ยนจุดยืน หันมาลดดอกเบี้ยถึง 3 ครั้ง นอกจากนั้นยังเพิ่มขนาดงบดุลด้วยการกวาดซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน ไปกว่า 290,000 ลบ. ในระยะเวลา 3 เดือน เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ ซึ่งการทำแบบนี้เหมือนเป็นการทำ QE แต่ประธาน Fed Jerome Powell บอกยังไม่ใช่อันนี้เป็นเพียง การบริหารจัดการเงินสำรองเฉยๆ ถ้าเป็น QE จัดเต็มกว่านี้เยอะ

ภาพ Yield Curve ในช่วงเดือนสิงหาคม (สีขาว) และช่วงเดือนธันวาคม (สีนำ้เงิน)

ปัจจุบัน งบดุลของ FED มีมูลค่าเท่ากับ 4 ล้านล้านเหรียญ ในขณะที่ก่อนเกิดวิกฤต ปี 2007 Balance sheet ของ FED มีมูลค่าเพียง 8.7 แสนล้านเหรียญ เคยขึ้นไปสูงสุดที่แถวๆ 4.5 ล้านล้านเหรียญ 10 กว่าปีที่ผ่านมาต้องถือว่าการเพิ่มขนาดงบดุลผ่าน QE ด้วยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงินต่างๆเป็นปัจจัยหลักตัวหนึ่งที่ช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจและผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้

งบดุลขนาดที่ใหญ่ขึ้นของ FED มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี ดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องสูง หุ้นขึ้น เศรษฐกิจขยายตัว แต่ข้อเสียคือถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่มีการลดขนาดงบดุล ขายสินทรัพย์ออกไปในขณะที่เศรษฐกิจจังไม่แข็งแรงพอ อาจทำให้เศรษฐกิจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง ตลาดหุ้นปรับฐานครั้งใหญ่ จากสภาพคล่องที่ลดลง แบบที่เราเห็นในปีที่แล้ว 2018-2019

สภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดูดีกว่าที่คิด

แล้วสภาวะเศรษฐกิจสหรัฐฯตอนนี้เป็นอย่างไร? อย่างที่รู้กันทันทีที่ FED ออกมาอัดฉีดสภาพคล่องตลาดหุ้นของสหรัฐฯไม่ว่าจะเป็น Dow Jones, S&P500 และ NASDAQ ดีดกลับมาเป็นขาขึ้น ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะ NASDAQ ตลาดหุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯสามารถวิ่งทะลุจุดสูงสุดเดิมในช่วงฟองสบู่ดอทคอมในปี 2000 ได้ นับว่าการขึ้นรอบนี้ไม่ธรรมดา แต่จะยั่งยืนหรือไม่คงเป็นคำถามในใจของนักลงทุนหลายคน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯกลับตัวเป็นขาขึ้น จากสงครามการค้าที่บรรลุข้อตกลงเฟส 1 และตัวเลขทางเศรษฐกิจหลายตัวของสหรัฐฯออกมาดูดี แต่ในปี 2020 อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ต้องระวัง

ตลาดกำลังสนใจอะไร?

GDP ของสหรัฐฯจะเติบโตช้าลง มาอยู่ที่ระดับ 2.0% ในปี 2020 และ 1.9% ในปี 2021 ในขณะที่ปี 2019ที่ผ่านมา GDP โต 2.2% การเติบโตที่น้อยลงของ GDP บ่งบอกถึงเศรษฐกิจโดยรวมที่อ่อนแอลง ถ้าเศรษฐกิจอ่อนแอการที่หุ้นจะทำผลตอบแทนที่เหนือค่าเฉลี่ยได้จะเป็นเรื่องที่ยากขึ้น

อัตราการว่างงานลงมาต่ำมาก จากปัจจุบันที่อยู่ที่ระดับ 3.6% ต่ำที่สุดในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา การการที่จะต่ำไปมากกว่านี้จะทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ นักวิเคราะห์บางสำนักยังบอกว่าการที่อัตราการว่างงานต่ำนั้นเป็นเพราะคนที่เกษียณอายุแล้วเกษียณไม่ได้ต้องกลับเข้ามาทำงานรับเงินเดือนที่ต่ำลง บางสำนักก็บอกว่าเป็นงานแรงงาน (Blue Collar) ซึ่งไม่ส่งผลดีกับการพัฒนาของเศรษฐกิจในระยะยาว ตัวเลข Unemployment เลยออกมาดูดีเกินจริงและส่งผลให้การเติบโตของเงินเดือนโตช้าลง (Wage growth)

ในปี 2000 หนี้สาธารณะของสหรัฐฯอยู่ที่ราวๆ 50% ของ GDP ตอนนี้อยู่ที่ 100% ของ GDP เป็นหนี้ขนาดนี้หนักมั้ย? ลองนึกภาพคนที่เป็นหนี้ 100% ของรายได้ที่ตนทำได้โดยที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย การจะใช้หนี้ระดับนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องใช้เวลาหลายปี นี่ยังไม่นับรวมดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายด้วย

ลดภาษีช่วยได้แต่ไม่มาก

ที่ผ่านมาหุ้นขึ้นมาเพราะมาตรการลดภาษี ทรัมป์หวังว่าการลดภาษีจะช่วยดัน GDP ให้เติบโต ช่วยให้บริษัทต่างๆเอาเงินที่ได้จากการประหยัดภาษีไปลงทุนเพิ่ม สร้างงานสร้างอาชีพ แต่บริษัทต่างๆกลับเอาไปซื้อหุ้นคืน สร้างผลตอบแทนเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นไม่ได้เป็นประโยชน์กับ Productivity มากนัก ทำให้ GDP โตเป็นพิเศษเพียงชั่วระยะเวลาหนึ่ง การลงทุนจากต่างประเทศเองก็ไม่ได้เพิ่มอย่างมีนัยยะสำคัญ 

ตอนนี้เริ่มเห็นสัญญาณการซื้อหุ้นคืนที่ลดลง ต่อไปถ้าหุ้นจะขึ้นได้อยู่ที่กำไรที่บริษัททำได้ล้วนๆ … ซึ่งในสภาวะกำลังซื้อทั้งโลกชะลอตัวแบบตอนนี้ต้องบอกเลยว่าไม่ง่าย

สรุปจากข้อมูลคือตัวเลขต่างๆออกมาไม่ได้แย่ ส่วนใหญ่ค่อนข้างไปทางดี แต่คำถามคือมันจะดีไปมากกว่านี้ได้อย่างไร? ส่วนสถานการณ์พิเศษ อย่างเรื่องสงครามการค้า หรือการประท้วงในฮ่องกงก็ดูเหมือนจะผ่านจุดเลวร้ายที่สุดไปแล้ว ทำให้สิ่งที่นักวิเคราะห์คาดหวังกันตอนนี้คือ ….

หรือตลาดกำลังรอ QE4?

QE4? กรรมการผู้จัดการฝ่ายกลยุทธการลงทุนของ Credit Suisse ได้ให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า แค่การเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาดคงไม่พอ แต่ FED ต้องเริ่มทำ QE รอบใหม่เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินสำรองของสถาบันการเงินในระบบจะเพียงพอ … ในขณะที่นักวิเคราะห์บางคนเริ่มไม่มองสงครามการค้าหรือข้อมูลเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เป็นความเสี่ยง แต่มองการไม่มี QE รอบใหม่เป็นความเสี่ยงสูงสุด 

Tax Cut 2.0? ถ้าการลดภาษีรอบที่แล้วให้ประโยชน์กับคนรวยแล้วไม่ได้ผล คนรวยไม่ยอมลงทุน รอบนี้จะหันมาอัดฉีดชนชั้นกลางบ้าง นักวิเคราะห์เริ่มมีการพูดถึงกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามแผนการนี้ยังอยู่ในช่วงต้นมากๆ แต่ถ้ามาจริง จะเป็นนโยบายที่ช่วยทรัมป์ในการหาเสียงสมัยที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2020 แน่นอน

การเสนอถอดถอน (Impeachment) จะกระทบเศรษฐกิจหรือไม่? ตั้งแต่มีการโหวตเสนอถอดถอนTrump ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไม่มีทีท่าว่าจะลง สาเหตุอาจเป็นเพราะตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญกับการถอดถอนซักเท่าไหร่ เพราะตามสถิติในอดีตไม่มีประธานาธิปดีคนไหนถูกโหวตถอดถอนแล้วถูกถอดถอนจริงๆเลยซักคนเดียว เรื่องนี้ตลาดเองก็คงรู้ดี …

ยาแรงและสเตียรอยด์ของโลก

เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเสพติดกับ “ยาแรง” และ “สเตียรอยด์” การเติบโตของตลาดหุ้นนับจากนี้ไปจะถูกกระทบจากนโยบายการเงินการคลังที่ควบคุมโดยรัฐบาลและธนาคารกลางมากอย่างไม่เคยมีมากก่อนในประวัติศาสตร์ โดยมี “หนี้” ที่สูงขึ้นเรื่อยๆเป็นเหมือนระเบิดเวลา 

เวลานี้ทรัมป์คงต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งรอบที่ 2 ส่วนหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร? จะสามารถควบคุมระดับหนี้และสร้างสมดุลให้กับการเติบโตของเศรษฐกิจได้หรือไม่ เป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดวิกฤตในปี 2020 2021 2022 จึงสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในอนาคตวิกฤตเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นแน่นอน การกังวลไม่ช่วยอะไร การ “วางแผนเตรียมตัวรับมือ”คือสิ่งที่จะช่วยคุณ วอร์เรน บัฟเฟตต์เคยบอกว่า “การทำนายว่าน้ำจะท่วมโลกไม่ได้ช่วยคนมากเท่าการสร้างเรือโนอา” สุดท้ายอยู่ที่การเตรียมตัวและวางแผนมากกว่าว่าถ้าเกิดวิกฤตคุณจะทำอะไร จะเกิดวิกฤตปีไหน ถ้าเตรียมตัวไว้แล้วก็คงไม่ลำบากนัก ขอให้ทุกคนโชคดีครับ

แอด LINE
อัพเดทข้อมูลเศรษฐกิจไทย บทความกลยุทธธุรกิจเจ๋งๆ -> rebrand.ly/bfc

แล้วมุมมองเศรษฐกิจไทยล่ะเป็นอย่างไร? ผมสรุปไว้ให้ในบทความ สรุปมุมมองตลาดหุ้นไทยตอน 1 เรียบร้อยแล้วครับ

EEC ถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจไทยสามารถติดตามได้ในบทความ เพราะอะไร EEC จะทำให้เศรษฐกิจไทยโต 5%?