ทำไมหุ้นเวียดนามแรงแซงหุ้นไทย Vietnam vs Thailand

ทำไมหุ้นเวียดนามแรงแซงหุ้นไทย Vietnam vs Thailand

ปี 2017 เป็นปีที่หุ้นเวียดนามแซงหุ้นไทยไปแบบไม่เห็นฝุ่น

SET Index ของไทยขึ้นมา 13.6% ในขณะที่ VN Index ของเวียดนามขึ้นมา 48%

ยิ่งกว่านั้นถ้าเราดูย้อนหลังไป 5 ปีจะเห็นว่า VN Index ของเวียดนามเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด ย้อนหลังไป 5 ปีไม่มีปีไหนที่ไม่โต ! นักลงทุนไทยกำลังมองข้ามโอกาสที่ดีไปหรือไม่?

รูป 1: ผลตอบแทนเงินลงทุนใน VN Index และ SET Index

Source: Bloomberg

วันก่อนผมได้ไปฟังสัมมนาของ บล.ฟินันเซีย ไซรัส เรื่องหุ้นเวียดนามพร้อมกับเปิดตัวแอพเทรดหุ้นตัวใหม่ชื่อ VNtrade ที่จะทำให้คนไทยสามารถซื้อขายหุ้นเวียดนามออนไลน์แบบ Real-timeได้แบบง่ายๆเหมือนที่เราใช้แอพ Streaming ของไทย ถ้าเป็นโบรกอื่นต้องใช้โทรหามาร์ส่งคำสั่งให้ซึ่งทำให้ไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แถมยังมีพวกฟังก์ชั่นสั่งซื้อ-สั่งขายล่วงหน้า มีระบบแจ้งเตือนราคาหุ้นให้ด้วย ใช้ได้ทั้งในคอมและบนมือถือ ที่โดดเด่นอีกข้อคือค่าคอมถูกที่สุดในไทย แถมไม่มีค่าคอมขั้นต่ำ ไม่มีค่าธรรมเนียมอื่นๆ มากวนใจ นับว่าช่วยให้การลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามง่ายขึ้นเยอะจริงๆ

 

กลับมาที่ความน่าสนใจของตลาดหุ้นเวียดนาม ผมเริ่มลองขุดหาหุ้นที่น่าสนใจในตลาดเวียดนามนับว่ามีหุ้นที่น่าสนใจอยู่เยอะมากจริงๆ

 

ถ้าประเทศไทยมีสนามบินอย่าง AOT เวียดนามก็มีหุ้น ACV ซึ่งเป็นสนามบินของเวียดนามให้ซื้อได้

สนามบินเวียดนามดีกว่าสนามบินไทยอย่างไร? ปี 2017 AOT ขึ้นมา 70% ถือว่าขึ้นมาเยอะแล้ว แต่ ACV ขึ้นมามากถึง 125% มากกว่าเกือบๆเท่าตัว สาเหตุหนึ่งที่โตเยอะมากก็เพราะการเดินทางด้วยเครื่องบินสำหรับคนเวียดนามยังต่ำมาก ถือว่าต่ำที่สุดในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นเมื่อ GDP เติบโต คนเริ่มมีเงินมากขึ้นการเดินทางด้วยเครื่องบินจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปี 2016 มีจำนวนคนเดินทางด้วยเครื่องบินสูงขึ้นถึง 35% ในขณะที่ของไทยโตแค่ประมาณ 10% เท่านั้น

รูป 2: กราฟราคาหุ้น ACV Airport Corporation of Vietnam

Source: ภาพจาก http://vntrade.fnsyrus.com

ถ้าเราลงทุนในเวียดนามเรายังสามารถซื้อหุ้นที่ไม่มีในประเทศไทยอย่างพวกหุ้นบริษัทแอลกอฮอลล์ได้ด้วย เวียดนามมีหุ้นชื่อ SAB หรือ Saigon Beer Beverage Corp ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ของประเทศเวียดนาม เสี่ยเจริญและกลุ่มเบียร์ช้างที่คนไทยเรารู้จักกันดีก็เพิ่งเข้าซื้อหุ้นในบริษัทนี้ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง

 

SAB เข้าตลาดหุ้นด้วยราคา  IPO ที่ 110,000 ดอง ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ราคา 250,000 ดอง ขึ้นมามากกว่า 100%

ใช้เวลาแค่ปีกว่าๆเท่านั้น ที่ขึ้นมามากขนาดนี้ เหตุผลหนึ่งก็คือ SAB ซึ่งเป็นผู้ผลิตเบียร์อันดับ 3 ในเอเซียรองจากญี่ปุ่นและจีน อยู่ในตลาดเบียร์ที่กำลังเติบโตอย่างประเทศเวียดนาม ในขณะที่หุ้นที่ขายเบียร์อย่าง Heineiken และ Asahi ต้องเผชิญกับการถดถอยของตลาดเบียร์ในประเทศของตน นี่อาจจะเป็นโอกาสที่เสี่ยเจริญมองเห็นจึงเข้าซื้อ SAB

รูป 3: กราฟราคาหุ้น Saigon Alcohol Beer and Beverages Corporation

Source: ภาพจาก http://vntrade.fnsyrus.com

แต่ถ้าใครไม่ถนัดในการลงหุ้นรายตัวไม่ว่าจะเพราะข้อมูลหุ้นที่หายาก, ไม่คุ้นเคยกับตลาดเวียดนาม, กลัวขาดทุน ก็สามารถที่จะซื้อ ETF แทนได้

 

โดย ETF ขึ้นลงตาม Index ของตลาดเวียดนามมีให้เลือก 2 ตัว คือ VN30 เป็นหุ้นใหญ่ 30 ตัวแรกในตลาดหุ้น HOSE (ตลาดหลักทรัพย์โฮจิมินห์) อารมณ์คล้ายๆ SET50 บ้านเรา และก็มี VNX50 ซึ่งเป็นหุ้นใหญ่ 50 ตัวแรกของทั้ง HOSE ตลาดโฮจิมินห์และ HNX ตลาดฮานอย

 

วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็เคยให้คำแนะนำกับนักลงทุนว่า การลงทุนใน Index fund ที่มีค่าธรรมเนียมต่ำ จะให้ผลดีในระยะยาวเนื่องจากค่าธรรมเนียมที่แพงเกินไปจะลดทอนผลตอบแทนอีกทั้งการลงทุนแบบ Index fund จะเป็นการกระจายการลงทุนตามน้ำหนักใน Index นั้นๆไปเลย เท่ากับว่า เราได้กระจายความเสี่ยงในหุ้นหลายๆ ตัว และถ้าหากเราคิดว่าเศรษฐกิจของประเทศนั้นมีแนวโน้มที่ดีแต่เรายังไม่มีเวลาเพียงพอที่จะศึกษาหุ้นรายตัว การลงทุนแบบ Index fund ก็เป็นทางเลือกที่ดี

 

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนเบอร์ 1 ของประเทศไทย ก็มีการลงทุนในเวียดนาม แต่เป็นการกระจายการลงทุนไปในหุ้นหลายๆตัว ซึ่งใช้เงินค่อนข้างมาก นักลงทุนรายย่อยที่มีเงินไม่มากสามารถจะกระจายการลงทุนแบบท่าน ด้วยการลงทุนใน ETF แทน แล้วไปซื้อหุ้นตัวที่ชอบเพิ่มเติม เช่น เลือกซื้อ ETF ของ VNX50 ก็จะถือว่าได้หุ้นใหญ่ 50 ตัวของเวียดนามแล้วค่อยเสริมด้วยหุ้นตัวที่ชอบเพิ่มเติมซัก 10 ตัว แบบนี้จะถือว่ามีการกระจายการลงทุนในหุ้นถึง 60 ตัวโดยไม่ต้องใช้เงินมากและไม่ยุ่งยากด้วย

โอกาสในการลงทุนหุ้นเวียดนามยังมีมาก

รู้หรือไม่ว่าในขณะที่ GDP ของประเทศไทยเติบโตที่ 3.5-4% ต่อปี

GDP ของประเทศเวียดนามโตถึง 6.8-7% ต่อปี ซึ่งมากกว่าประเทศไทย และสูงที่สุดในเอเซียเทียบเท่าจีน ในเชิงของโครงสร้างประชากร ไทยมีประชากร 68 ล้านคน ในขณะที่เวียดนามมีประชากรมากกว่าไทยที่ 96 ล้านคน

 

นอกจากนั้นยังมีโครงสร้างประชากรที่ยังเป็นคนหนุ่มสาววัยทำงานมากกว่าประเทศไทยมาก ประชากรเวียดนามมีอายุเฉลี่ยที่ 30 ปีในขณะที่ประชากรไทยมีอายุเฉลี่ยที่ 37 ปี ไทยมีประชากรน้อยกว่าและกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าเวียดนามซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าเวียดนาม

รูป 4: การเติบโตของ GDP ของประเทศในเอเซีย

Source: Finansia Syrus

 

เวียดนามยังเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตอยู่บนการผลิตเป็นหลักด้วยค่าแรงที่ค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับประเทศรอบข้าง การลงทุนจากต่างชาติยังมีการไหลเข้าเวียดนามอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2017 เงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามเติบโตสูงถึง 44% สะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีในเวียดนาม

ในเมืองหลวงของเวียดนามอย่างโฮจิมินเองก็กำลังมีโครงการ Mega project ก่อสร้างรถไฟฟ้าตามแบบที่ประเทศไทยทำ แม้จะช้ากว่าไทยแต่จะมาแน่

เวียดนามจะเป็นเศรษฐกิจที่เติบโตได้อีกหลายปี แม้ตอนนี้ GDP ประเทศไทยจะใหญ่กว่าเวียดนามถึงเท่าตัว ส่วนตัวเลข GDP per Capital ไทยก็มากกว่าเวียดนามถึง 2 เท่า แต่ด้วยการเติบโตที่รวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

ถ้าเวียดนามสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแบบประเทศจีนได้เวียดนามจะกลายเป็นคู่แข่งที่แข็งแกร่งของไทย และมีโอกาสแซงประเทศไทยได้ในระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้าเลยทีเดียว

 

สรุป โดยรวมหุ้นเวียดนามหลักๆแล้วมีความน่าสนใจ 3 ประการ คือ การเติบโตที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจโดยรวมและการลงทุนจากต่างชาติ , การใช้จ่ายที่สูงขึ้นของประชากรเวียดนามจากการเปลี่ยนแปลงไปของสภาวะสังคมและเศรษฐกิจ และ การสนับสนุนจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตอย่างมั่นคง

 

อย่างไรก็ตาม การลงทุนในเวียดนามก็มีอยู่บ้าง เช่น การเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้สินของบริษัทเอกชน, เวียดนามยังพึ่งพิงการส่งออกอยู่มาก ดังนั้น อาจถูกกระทบจากการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ลดลง , ความเสี่ยงจากค่าเงินที่ผันผวนและกฎเกณท์ต่างๆที่ไม่มีความชัดเจน แม้มีความเสี่ยง แต่ถ้ามาลองคิดดูดีๆความเสี่ยงเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับการลงทุนอยู่แล้ว หน้าที่ของนักลงทุนคือทำความเข้าใจความเสี่ยงเหล่านั้นและหาประโยชน์จากมันให้มากที่สุด อย่างผลตอบแทนของหุ้นดีๆอย่าง ACV และ SAB ที่ผมยกตัวอย่างไปแล้วในช่วงต้นบทความแม้จะเสี่ยงแต่ถ้าผลตอบแทนที่ได้กลับมาคุ้มค่า มันก็ควรค่าที่จะเสี่ยง จริงไหมครับ? ตอนนี้ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ก็เปิดให้เทรดหุ้นเวียดนามได้เองด้วยแอพง่ายๆอย่าง VNtrade ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่ต้องการโกอินเตอร์ รับผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศกับประเทศที่กำลังเติบโตอย่างเวียดนามครับ

 

ปล.ส่วนใครอยากลองใช้ไปลองได้ที่ http://vntrade.fnsyrus.com เลยครับ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ใจดี เปิดให้ลองใช้ฟรี

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ ฝ่าย Global Trading โทร 02 625 2479 ถึง 82 อีเมล์ fm@fnsyrus.com

 

ปล2. บล.ฟินันเซีย ไซรัส คิดค่านายหน้าตลาดเวียดนามที่ 0.40% บวกภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งรายการซื้อและขาย

ไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ไม่มีค่านายหน้าขั้นต่ำ ไม่มีค่าเก็บรักษาทรัพย์สิน ไม่มี sell tax ตลาดต่างประเทศอื่นๆ ก็มีให้บริการเช่นเดียวกัน

ติดตามเราได้ที่ BUFFETTCODE เรื่องราวการลงทุนดีๆ ที่เราอยากเล่าให้คุณฟัง

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *