สรุป 4 หุ้นเวียดนามโตสูง ปี 2018 จากงาน Finansia Syrus Vietnam Opportunity Day

สรุป 4 หุ้นเวียดนามโตสูง ปี 2018 จากงาน Finansia Syrus Vietnam Opportunity Day

สรุป 4 หุ้นเวียดนามโตสูง ปี 2018 จากงาน Finansia Syrus Vietnam Opportunity Day

 

ตลาดหุ้นเวียดนามเป็นอีกตลาดหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนที่ดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา และผมคิดว่าจะยังเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีได้ต่อไปในอนาคต หุ้นที่ผมได้ข้อมูลมาในวันนี้มีความน่าสนใจหลายอย่างด้วยกัน หุ้นทั้ง 4 ตัวเป็นหุ้นที่มีผลประกอบการเติบโตอย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังเป็นหุ้นที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมของตัวเองด้วย

 

  • MWG (Mobile World) หุ้นร้านค้าปลีกมือถือและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เบอร์ 1 ของเวียดนามที่ตอนนี้กำลังพยายามกินรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกทั้งหมดด้วยกลยุทธ์ Take over ดูแล้วก็คล้ายๆ COM7 เมื่อหลายปีก่อน
  • VRE (Vincom Retail) หุ้นศูนย์การค้าเบอร์ 1 ของเวียดนามที่มีศูนย์การค้ามากถึง 46 ศูนย์ พื้นที่รวม 1.2 ล้านตารางเมตร คล้ายๆ CPN ประเทศไทยที่ปัจจุบันมีพื้นที่ศูนย์การค้ารวมประมาณ 4 ล้านตารางเมตร โอกาสในการเติบโตของ Vincom ยังดูสดใส
  • HPX (Hai Phat Investment) บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของเวียดนามซึ่งทำการเติบโตของกำไรได้สูงเกือบเท่าตัวเมื่อปีที่แล้ว บริษัทมีโครงการในมืออีก 17 โครงการที่พร้อมเสร็จตและรับรู้รายได้ใน 2-3 ปีข้างหน้า มูลค่ามากกว่า 50,000 ลบ. บริษัทตั้งเป้าจะทำกำไรเติบโตมากกว่า 1 เท่าตัวในอีก 3 ปีข้างหน้า
  • PMG (Petro Center Corp) บริษัทจัดจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ LPG และผู้ผลิตถังแก๊สแรงดันสูงที่มีธุรกิจครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำเองหมดตั้งแต่นำเข้า LPG ไปจนถึงขนส่งและจัดจำหน่ายให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ Market cap ของ PMG อยู่ที่ประมาณ 1 พันลบ. (ข้อมูลวันที่ 4/6/2018) เทียบกับ SGP หรือ Siam Gas ของประเทศไทยที่มี Market cap ที่ 17,600 ลบ. นับว่า PMG ยังโตได้อีกเยอะ

หุ้นทั้ง 4 ตัวมี profile ที่น่าสนใจมากจริงๆ ตรงนี้ผมต้องขอให้ credit Finansia Syrus เลยที่คัดเลือกหุ้นมาออก Vietnam Opportunity Day ได้เป็นอย่างดี ก่อนจะไปลงรายละเอียดหุ้นแต่ละตัวผมขอพูดถึงเรื่องการปรับฐานของหุ้นเวียดนามในช่วงนี้สักเล็กน้อย เนื่องจากเวียดนามเป็นตลาดหุ้นที่ไม่ใหญ่หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก และที่สำคัญเวียดนามยังถือเป็น Frontier Market ซึ่งมี Character คือความผันผวน ดังนั้นการปรับฐานแรงๆถือเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยการจัดการพอร์ทการลงทุนที่ดี

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมองการปรับฐานครั้งนี้ในเชิงบวกด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อดังต่อไปนี้

  • ประมาณการเติบโตของ GDP เวียดนามยังคงสูงสุดใน Southeast Asia ที่ 6.4% ระหว่างปี 2018-2020 เปรียบเทียบกับไทยที่เติบโตแค่ 4.1% และมีแนวโน้มจะลดลง การเติบโตของ GDP เวียดนามส่วนหนึ่งมาจากการเติบโตของกลุ่มชนชั้นกลางที่มีกำลังซื้อสูงขึ้น ประมาณการชนชั้นกลางของเวียดนามจะเติบโตสูงถึง 18% ในขณะที่ไทยโตแค่ 6% การเติบโตของ GDP สูงๆจะช่วยให้บริษัทที่ทำธุรกิจในเวียดนามเติบโตได้ง่ายขึ้น
  • เวียดนามจะมีการเติบโตเฉลี่ยต่อไปของ Urban population ที่ 3.5% ในช่วงระหว่างปี 2018-2025 ถ้าเติบโตแบบนี้ Vietnam จะมีสัดส่วนที่ 50% หรือครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นอย่างมากจากสัดส่วน 35% ในปี 2017 เวียดนามที่เราอาจจะเคยมองว่าเป็นประเทศไม่พัฒนากำลังจะมีพลเมืองกว่าครึ่งที่ใช้ชีวิตไม่ต่างกับคนในเมืองใหญ่ๆอย่างโตเกียว หรือกรุงเทพ สิ่งสำคัญที่ตามมาคือกำลังซื้อมหาศาลนั่นเอง
  • บริษัท Private Equity ชื่อดังของโลกต่างเข้าลงทุนใน Southeast Asia อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะเวียดนาม เงินลงทุนจาก Private equity ในเวียดนามเพิ่มขึ้นสูงถึง 38% เป็นจำนวนเงิน 158,000 ล้านเหรียญ ( ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาทไทย ) ในปี 2017 เร็วๆนี้ Carlyle Group เพิ่งตั้งกองทุน Private Equity ที่ใหญ่ที่สุดใน Asia ไปที่มูลค่า 6,600 ล้านเหรียญ ( 2 แสนล้านบาทไทย ) 3 ปีที่ผ่านมาการลงทุนจากกองทุน Private Equity เติบโตมาเกือบ 3 เท่า ไม่ใช่แค่คนไทยที่เห็นโอกาสในเวียดนาม แต่คนทั้งโลกก็มีความเห็นตรงกันว่าเวียดนามคือโอกาสในการลงทุน

เวียดนามคือโอกาสดีในการลงทุนที่มาพร้อมๆกับขนาดเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและภาพรวมประชากรที่เป็นวัยทำงานซึ่งมีอนาคตที่สดใส นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม Nguyen Xuan Phuc เห็นโอกาสสำคัญของเวียดนามในครั้งนี้จึงเร่งการปฏิรูปบริษัทของรัฐให้กลายเป็นบริษัทมหาชนมากขึ้น ( Privatization ) เขาถึงกับออกมาพูดว่า “นี่คือโอกาสสำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะลงทุนในบริษัทของเวียดนาม” นับว่างานนี้พี่เค้าไม่ได้มาเล่นๆจริงๆ เรามาลงรายละเอียดกันเลยดีกว่าว่าหุ้นที่ผมเกริ่นไปทั้ง 4 ตัวจากสรุปข้อมูลของงาน Vietnam Opportunity Day ของ Finansia Syrus นั้นมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง

 

เริ่มต้นที่หุ้นร้านขายมือถือชื่อดังขวัญใจ VI ชาวไทยทั่วโลก MWG หรือ Mobile World

การเติบโตของรายได้,กำไรและจำนวนสาขาที่ต่อเนื่องคือสิ่งที่น่าสนใจของหุ้น MWG

(หน่วย: USD)

2014 – รายได้ 700 ล้าน กำไร 30 ล้าน 373 สาขา

2015 – รายได้ 1,100 ล้าน กำไร 48 ล้าน 633 สาขา

2016 – รายได้ 2,000 ล้าน กำไร 70 ล้าน 1,207 สาขา

2017 – รายได้ 3,000 ล้าน กำไร 100 ล้าน 1,997 สาขา

2018 – เป้ารายได้ 4,000 ล้าน กำไร 115 ล้าน

 

MWG ใช้เวลา 4 ปี โตจากรายได้ไม่ถึง 1 พันล้านเหรียญมาเป็น 4 พันล้านเหรียญ กำไรโตจาก 30 ล้านมาเกิน 100 ล้าน สาขาเพิ่มจาก 373 มาเป็นเกือบ 2 พัน ! บริษัทนอกจากจะสามารถทำอัตราการเติบโตที่ดีได้ ยังมีศักยภาพในการควบคุมค่าใช้จ่ายทำให้กำไรเติบโตต่อเนื่องและที่สำคัญบริษัทตั้งเป้ามีรายได้ 10,000 ล้านเหรียญในปี 2022 ครับถือว่าท้าทายไม่น้อยแต่ก็ดูไม่ยากเกินความสามารถเท่าไหร่ถ้าดูจากผลประกอบการในอดีต

 

ธุรกิจของ MWG

ปัจจุบัน MWG ถือเป็นร้านค้าปลีกเบอร์ 1 ของเวียดนาม มีรายได้,กำไรและจำนวนสาขาสูงสุด MWG ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2004 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง 5 คน เปิดร้านขายมือถือชื่อ Thegioididong ธุรกิจดำเนินไปได้ด้วยดี ต่อมาในปี 2010 บริษัทเปิดร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมคือ DienmayXanh ปี 2015 เริ่มบุกเข้าตลาดร้าน Grocery store ปี 2016 เปิดร้านขายของบนอินเตอร์เน็ต E-commerce ปี 2018 เริ่มโตด้วยกลยุทธ์ Take over ซื้อหุ้นร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้า Tran Anh ซึ่งมีสาขาประมาณ 35 สาขาในเวียดนามจนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มีอำนาจควบคุม

 

  • ธุรกิจมือถือ thegioididong มีสาขา 1,050 สาขา ขนาดร้านเฉลี่ยประมาณ 100-200 ตรม. ลงทุนประมาณสาขาละ 2.5 ลบ. ทำเล Prime area
  • ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า DienmayXanh  มีสาขา 700 สาขา มีทั้งร้านแบบใหญ่ขนาด 800-1,000 ตรม. และร้านแบบเล็ก 300-400 ตรม. ลงทุนประมาณสาขาละ 5.5 ลบ. ทำเล Prime area
  • ธุรกิจ Grocery BachhoaXanh  มีสาขา 350 สาขา ขนาดร้านเฉลี่ย 150-200 ตรม. ลงทุนประมาณสาขาละ 2.5 ลบ. มีสินค้าประมาณ 2,000 sku ทำเล Secondary area
  • ธุรกิจ Online retail มียอดคำสั่งซื้อกว่า 10,000 คำสั่งซื้อต่อวัน คนเข้าชมเว็บไซต์วันละ 1.5 ล้านคน

รูปที่ 1 – ธุรกิจของ MWG

สัดส่วนรายได้ของ MWG เป็นอย่างไร?

  • ธุรกิจมือถือ thegioididong เป็นรายได้ส่วนมากมีสัดส่วน 52%
  • ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า DienmayXanh มีสัดส่วน 46%
  • และธุรกิจ Grocery BachhoaXanh มีสัดส่วน 2%

แต่ถ้าหากมองในมุมของสินค้าที่ขาย มือถือและแท๊บเลตถือเป็นสินค้าที่มีความสำคัญสูงสุดของ MWG เพราะมีสัดส่วนสูงถึง 52% รองลงมาคือ เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่เช่นตู้เย็น, เครื่องซักผ้า 13% เครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไป 12% และอุปกรณ์เสริมอีก 11% ส่วนการขาย Online ปัจจุบันเป็นสัดส่วน 9% ของรายได้บริษัทแล้ว

 

ผลประกอบการล่าสุด เติบโตได้ดี มีสัดส่วนการขายเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้น สาขาเพิ่มเป็น 2,160 สาขาแล้ว !

4 เดือนทำรายได้ได้ 1,330 ล้านเหรียญ (เป้า 4,000 ล้าน) รายได้เติบโต 43% กำไรโต 44%  ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

 

MWG ยังคงรักษาตำแหน่ง Market leader ไว้ได้อย่างแข็งแกร่ง ในขณะที่เติบโตอย่างรวดเร็วในฝั่ง Online

  • MWG เป็นผู้นำที่มี Market share ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมมือถือสูงถึง 33% ในขณะที่ร้านอื่นๆรวมกันมี Market share เพียง 30% และที่เหลืออีก 37% เป็นร้านเล็กๆธุรกิจครอบครัว
  • ธุรกิจร้าน Grocery MWG ถือเป็นบริษัที่มีสาขามากที่สุด ใกล้เคียงกับเบอร์ 2 คือ op Food & Co.op Smile ทิ้งห่างเบอร์ 3 SatraFoods ประมาณ 150-200 สาขา
  • ธุรกิจ Online MWG มี Market share สูงขึ้นมากจาก 12% ในปี 2015 ขึ้นมาเป็น 26% ซึ่งตัวเลขนี้มากกว่ารายใหญ่ 3 รายรวมกัน

จุดเด่นธุรกิจของ MWG

  • MWG เป็นผู้นำที่มี Market share ในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ารวมมือถือสูงถึง 33% ในขณะที่ร้านอื่นๆรวมกันมี Market share เพียง 30% และที่เหลืออีก 37% เป็นร้านเล็กๆธุรกิจครอบครัว
  • ธุรกิจร้าน Grocery MWG ถือเป็นบริษัที่มีสาขามากที่สุด ใกล้เคียงกับเบอร์ 2 คือ op Food & Co.op Smile ทิ้งห่างเบอร์ 3 SatraFoods ประมาณ 150-200 สาขา
  • ธุรกิจ Online MWG มี Market share สูงขึ้นมากจาก 12% ในปี 2015 ขึ้นมาเป็น 26% ซึ่งตัวเลขนี้มากกว่ารายใหญ่ 3 รายรวมกัน
  • MWG ทำทุกอย่างด้วยตัวบริษัทเอง มี in-house ทั้งหมด ทำให้การขยายสาขาเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว
  • ด้วยสาขาที่มาก พนักงานที่เชี่ยวชาญและระบบการจัดการที่แม่นยำ ทำให้ MWG เป็นหนึ่งในบริษัทที่เข้าใจความต้องการของคนเวียดนามมากที่สุดที่หนึ่ง
  • การมีธุรกิจทั้ง Online และ Offline ทำให้สามารถใช้จุดเด่นของทั้ง 2 ธุรกิจมาส่งเสริมกันได้

Outlook ในอนาคต

  • MWG จะพยายามรักษา Market share ของเครื่องใช้ไฟฟ้าและโทรศัพท์มือถือให้ได้ไม่น้อยกว่า 40%
  • พยายามปรับปรุงรูปแบบการทำธุรกิจของร้าน Grocery อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้า Market share ที่ 5% ตลาด Grocery เป็นตลาดที่ใหญ่มาก หากสามารถเข้าตลาดได้สำเร็จจะทำให้การเติบโตสูงได้
  • มองหาโอกาสในการทำ M&A อย่างต่อเนื่อง
  • สัดส่วนรายได้ในอนาคตจะเป็น มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า 45% Grocery 40% และอื่นๆอีก 15%

รูปที่ 2 – สัดส่วนรายได้ของ MWG

สรุปโดยภาพรวมคือ MWG เป็นหุ้นที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยังคงเติบโตระดับ double digit ในอนาคต บริษัทมีแผนในการบุกเข้าตลาดใหม่คือตลาด Grocery หากประสบความสำเร็จจะเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของบริษัทไปมากพอสมควร ทำให้มีรายได้หลากหลายประเภทมากขึ้นรวมไปถึงการเติบโตจากอุตสาหกรรมอื่นๆที่ไม่ใช่โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย

 

หุ้นตัวที่สองที่ผมคิดว่าน่าสนใจเช่นกันคือ VRE

Vietcom Retail หรือ VRE ทำธุรกิจอะไร?

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ VRE คือ CPN บ้านเรานี่เองครับ VRE ทำธุรกิจให้เช่าพื้นที่และบริหารจัดการศูนย์การค้าที่นอกจากจะใหญ่ที่สุดในเวียดนามแล้วยังเติบโตเร็วที่สุดด้วย นอกจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ศูนย์การค้าแล้ว VRE ยังมีธุรกิจอื่นๆที่ส่งเสริมกันเช่นธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, โรงแรม, โรงพยาบาล และโรงเรียน นอกจากนั้นยังมีธุรกิจค้าปลีกสินค้า Grocery ชื่อ VinMart และธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อ VinPro (เข้าใจว่าน่าจะแข่งกับของ MWG เต็มๆ)

 

ศูนย์การค้าของ VRE มีทั้งหมด 46 ศูนย์กระจายอยู่ทั่วประเทศเวียดนาม มีพื้นที่รวมประมาณ 1.2 ล้านตรม. โดยดำเนินงานภายใน 4 แบรนด์ด้วยกันคือ

  • Vincom Center จับตลาดกลางบน พื้นที่ 40,000-60,000 ตรม. มีทั้งสิ้น 4 ศูนย์ฯ
  • Vincom Megamall จับตลาดกลาง คนเมือง พื้นที่ 60,000-150,000 ตรม. มี 3 ศูนย์
  • Vincom Plaza จับตลาดกลาง-ล่างชานเมือง พื้นที่ 10,000-40,000 ตรม. มี 30 ศูนย์
  • Vincom+ จับตลาดล่างต่างจังหวัด พื้นที่ 5,000 ตรม. มี 9 ศูนย์ (ใหญ่พอๆกับ Community mall ขนาดเล็กบ้านเรา)

กลยุทธ์การเปิดศูนย์การค้าหลายรูปแบบจะอารมณ์คล้ายๆกลุ่ม Central ที่เปิด CentralWorld, Central Plaza, Central Festival หรือ The Mall ที่มีทั้งห้าง The Mall และ Siam Paragon สิ่งที่ยังไม่เห็น VRE ทำคือการเปิดศูนย์การค้าระดับ Mega Mall หรือมีพื้นที่ GFA ระดับ 200,000-300,000 ตรม.ขึ้นไป

 

การเติบโตของก้าวกระโดดของ VRE

VRE เปิดศูนย์การค้าศูนย์แรกของบริษัทและของประเทศเวียดนามด้วยในปี 2004 หลังจากนั้นก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นทีละน้อยจนมี 3 ศูนย์การค้าในปี 2012 ในปี 2013 บริษัทได้รับเงินลงทุนจากกองทุน Warburg Pincus หนึ่งในกองทุนชั้นนำของโลกทำให้บริษัทสามารถเติบโตก้างกระโดดอย่างรวดเร็วจากมี 5 ศูนย์การค้าในปี 2013 เป็น …

(หน่วย: USD)

2014 – 6 ศูนย์ มีรายได้ 86 ล้าน

2015 – 21 ศูนย์ มีรายได้ 107 ล้าน

2016 – 31 ศูนย์ มีรายได้ 167 ล้าน

2017 – 46 ศูนย์ มีรายได้ 196 ล้าน

และในปี 2017 นี่เองที่ VRE เข้า list ในตลาดหลักทรัพย์ Ho Chi Minh Stock Exchange

รูปที่ 3 – การเติบโตของ VRE

การลงทุนในหุ้น VRE น่าสนใจในประเด็นไหนบ้าง?

  • ความต้องการศูนย์การค้าเติบโตไปพร้อมๆกับขนาดเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจเติบโต คนมีเงินมากขึ้นก็จะใช้จ่ายมากขึ้นซึ่งจะผลักดันให้ศูนย์การค้าในประเทศโตเป็นเงาตามตัวไปเอง
  • การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเวียดนามเช่น ถนน, ทางด่วน และรถไฟฟ้าจะส่งผลให้การเดินทางสะดวกและทำให้มีคนเข้าศูนย์การค้ามากขึ้นดั
  • VRE มีศูนย์การค้าที่มีรูปแบบหลากหลาย รวมไปถึงการทำโครงการ Mix-use ส่งผลให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนเวียดนามได้ครบทุก Segment
  • ความสามารถในการใช้โครงสร้างของกลุ่มธุรกิจ Vincom มาเกื้อกูลกันได้เกิดเป็น Synergy ที่ไม่มีกลุ่มอื่นมี
  • การเติบโตของ Retail sales ในเวียดนามระหว่างปี 2016-2020 เติบโตสูงถึงเฉลี่ยปีละ 9% ซึ่งมากกว่าประเทศอื่นๆในแถบเดียวกันที่อยู่ที่ 1.4-4.3%
  • หากเทียบสัดส่วนแล้วประเทศเวียดนามยังมีสัดส่วนพื้นที่ Retail เทียบกับจำนวนคนในเมืองน้อยมาก ในปี 2016 ฮานอย/โฮจิมินท์ มีค่า GFA per capita ที่ 2 เท่า ในขณะที่กรุงเทพสูงถึง 2.4 เท่า ถ้าเวียดนามจะขึ้นมาเทียบเท่ากรุงเทพฯ ก็แปลว่าสามารถโตได้อีกไม่ต่ำกว่า 10 เท่าตัว
  • ปัจจัยที่สำคัญอีกอย่างคือคู่แข่งที่เป็นเจ้าของศูนย์การค้าเดี่ยวเริ่มมีผลประกอบการที่ขาดทุน บางรายจำเป็นต้องปิดกิจการ

 

ผลประกอบการของ VRE เป็นอย่างไร?

ใน 1Q2018 VRE มีรายได้จากค่าเช่าที่ 1.2 ล้านล้านดอง เติบโต 18.9% (แหม่ คุณผู้บริหารจะแปลงเป็น USD ให้หน่อยก็ไม่ได้ เดี๋ยว USD เดี๋ยว VND นักลงทุนงงจ้า) การเติบโตที่ 18.9% เยอะไหม? ถือว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียว โตระดับนี้ ถ้าทำได้อีก 5 ปีก็น่าจะโตเป็นเท่าตัวได้เลย ส่วนเรื่อง Occupancy rate ถือว่าทำได้กลางๆที่ 88% ถ้าเป็นศูนย์การค้าที่บริหารดีจริงๆจะ 90-95%+

 

ถ้าเรามาดูที่สัดส่วนผู้เช่าจะเห็นว่าไม่ต่างกันมากในแต่ละ Segement ผู้เช่าที่มีสัดส่วนสูงสุดคือ Fashion 24%, Entertainment 18.6%, Hypermarket/Supermarket ที่ 16.1% และ Food & Beverage 13.9%

 

Outlook ในอนาคต

ใน 1H 2018 VRE จะเปิดศูนย์การค้าเพิ่มเติมอีก 6 ศูนย์แบ่งเป็น Vincom Plaza 5 ศูนย์และ Vincom+ อีก 1 ศูนย์ ส่วน 2H 2018 – 2019  จะเปิดเพิ่มอีก 47 ศูนย์เป็น Vincom Center 5 ศูนย์ Vincom Plaza 26 ศูนย์ และ Vincom+ อีก 16 ศูนย์ ด้วยจำนวนการเปิดศูนย์การค้า 47+6 = 53 ศูนย์ ใน 2 ปี ถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับศูนย์การค้าเดิมที่มีอยู่ 46 ศูนย์ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบให้พื้นที่ให้เช่าเติบโตเกิน 100% ได้และรายได้ก็น่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน นับว่า VRE เป็นหุ้นที่น่าจับตามองมากทีเดียว เพราะถ้าทำได้ตามแผนจะเติบโตอย่างมากในปี 2018-2019

รูปที่ 4 – จำนวนศูนย์การค้าของ VRE

หุ้นตัวที่ 3 HPX เจ้าพ่ออสังหาแนวราบที่มาพร้อม Backlog มหาศาล และการเติบโตไม่ธรรมดา

Hai Phat Investment หรือ HPX ทำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมี Strategic shareholder คือ Dragon Capital ซึ่งถือหุ้นอยู่ 15% ครอบครัวของ CEO เองก็ถือหุ้นอยู่ที่ 59% ถือว่าเป็นบริษัท Wealth ของเจ้าของยังอยู่ในบริษัทสูงมาก จะทำอะไรก็มั่นใจได้ว่าผู้บริหารจะไม่เอาผลประโยชน์ไปให้คนอื่นแน่นอน

 

HPX พัฒนาโครงการทั้งบ้านเดี่ยว, ทาวน์เฮ้าส์, คอนโดมิเนียม, บ้านพักตากอากาศ รวมไปถึงการนำโครงการเก่ามาปรับปรุงขายใหม่ ลูกค้าของบริษัทคือกลุ่มลูกค้า Middle-High class  รวมไปถึงการพัฒนาโครงการในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อแรงงานที่ทำงานในนิคมด้วย จุดแข็งของ HPX คือการที่บริษัทเป็นอันดับ 1 ในเรื่องการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ แต่ถ้านับทุก Segment HPX จะถือเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรม

 

ความโดดเด่นของการเติบโตทั้งในอดีตและอนาคต

ที่ชัดเจนที่สุดคือการเติบโตของกำไรที่มีการเติบโตกว่าเท่าตัวในปีที่แล้ว

(หน่วย:VND)

2015 – รายได้ 1.03 ลล. กำไร 0.156 ลล. NPM 15%

2016 – รายได้ 1.80 ลล. กำไร 0.160 ลล. NPM 8.8%

2017 – รายได้ 1.53 ลล. กำไร 0.320 ลล. NPM 20.9%

2018 – เป้ารายได้ 3.2 ลล. กำไร 0.45 ลล. NPM 14.0%

2019 – เป้ารายได้ 4.3 ลล. กำไร 0.72 ลล. NPM 16.7%

2020 – เป้ารายได้ 5.5 ลล. กำไร 0.95 ลล. NPM 17.2%

เป้ากำไรในปี 2020 เติบโตมากกว่า 2018 ถึง 1 เท่าตัว ถ้าผู้บริหารสามารถทำตามแผนที่วางไว้ได้ HPX จะเป็นหุ้นอีกตัวที่มีโอกาสสร้างผลกำไรให้กับการลงทุนได้ แล้ว HPX จะทำยังไงล่ะ?

 

รูปที่ 5 – ประมาณการรายได้ของ HPX

Backlog มหาศาลขุมทรัพย์ของ HPX

จากโครงการ 17 โครงการ On Hand ของบริษัท แต่ละปีจะมีการรับรู้รายได้ดังต่อไปนี้

(หน่วย:VND)

2018 – 3.38 ลล. (ใกล้เคียงกับแผนรายได้ของ HPX)

2019 – 4.39 ลล. โต 30%

2020 – 5.32 ลล. โต 21%

2021 – 10.38 ลล. โต 95%

2022 – 12.55 ลล. โต 20%

ตามแผนที่บริษัทวางไว้หากสามารถทำได้จริงรายได้จากการโอนโครงการจะเติบโต 3 เท่าใน 5 ปี ซึ่งสำหรับผมถือว่าเป็นเป้าหมายที่ท้าทายมากๆสำหรับบริษัทถ้าทำได้

รูปที่ 6 – ประมาณการสถานะทางการเงินของ HPX

ความเสี่ยง HPX

เนื่องจากเป้าที่ Aggressive มากของ HPX ผมจึงขอแวะมาดูความเสี่ยงของบริษัทซักหน่อย หลักๆมีอยู่ประมาณ 2-3 ข้อด้วยกันครับ

  • ข้อแรก โครงการของบริษัทล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ ผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถโอนได้หมดตามที่วางแผนไว้ได้หรือไม่? เพราะส่วนใหญ่อสังหามักจะเป็นธุรกิจที่มีปัญหาจุกจิกพอสมควรเช่น เรื่องการก่อสร้าง การจอง และการกู้เงินของลูกค้า
  • หากดูงบการเงินที่บริษัทจะเห็นว่าบริษัทมีการใช้หนี้ในการดำเนินธุรกิจมากพอสมควร หากเกิดข้อผิดพลาดในข้อแรก สิ่งที่ตามมาคือจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง และการหาเงินลงทุนมาลงทุนโครงการถัดไปหรือไม่?
  • การเปลี่ยนแปลงนโยบายรัฐบาลของเวียดนาม ขึ้นชื่อว่าเป็น Frontier market แล้วอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงจะกระทบโครงการใหม่ๆในอนาคตของบริษัทหรือไม่?

 

สรุป HPX เป็นหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงมาก มีความเสี่ยงปานกลาง หากเป็นไปได้ควรหาทางติดตามยอดขาย ยอดโอนของแต่ละโครงการอย่างใกล้ชิด จะทำให้ช่วยลดความเสี่ยงและลงทุนอย่างสบายใจได้มากขึ้นครับ

ตัวสุดท้าย Siam Gas เวียดนาม PMG

ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ (LPG) ครบวงจร PMG บริษัทจัดจำหน่ายก๊าซให้กับทั้งลูกค้ารายย่อยแล้วโรงงานอุตสาหกรรมทั่วๆไปภายใต้แบรนด์ 3 แบรนด์คือ PM Gas, Picnic Gas และ V-Gas PMG นี่ก็เป็นอีกตัวที่ผมต้องชมทีม Finansia Syrus จริงๆที่เลือกหุ้นมาให้ข้อมูลได้ดีมาก 3 ปีที่ผ่านมา PMG มีรายได้และกำไรที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง

(หน่วย:VND)

2015 – รายได้ 377,100 ล. กำไร 9400 ล. NPM 2.5%

2016 – รายได้ 447,300 ล. กำไร 22400 ล. NPM 5.0%

2017 – รายได้ 879,700 ล. กำไร 46500 ล. NPM 5.3%

ในปี 2017 PMG ทำรายได้เติบโตได้มากถึง 96% กำไรเติบโตที่ 107%  นอกจากผลประกอบการที่เติบโตสูงในอดีตแล้วบริษัทยังตั้งเป้าที่ค่อนข้าง Aggressive คือรายได้ 1,100,000 ล. กำไร 58,000 ล. .ในปี 2018 และภายในปี 2020 จะทำรายได้ๆมากถึง 2,000,000 ล. บริษัทจะทำได้อย่างไร? หนึ่งในกลยุทธ์คือการทำ M&A

รูปที่ 7 – ประมาณการรายได้และกำไรของ PMG

การทำ M&A สมเหตุสมผลหรือไม่?

แม้ PMG จะเป็นผู้นำในภาคเหนือของเวียดนาม โดยมี Market share ประมาณ 75-90% หาก PMG ต้องการขยายตลาดลงไปในภาคใต้ของเวียดนามซึ่งบริษัทมี Market share อยู่น้อย และถ้าต้องการชิงตลาดมาการ Take over มาเลยอาจจะสมเหตุสมผล ได้ทั้งโรงแยกก๊าซ ฐานลูกค้า และเครือข่ายจัดส่ง แต่ที่สำคัญคือถ้าหากเราดูค่า P/E ของหุ้นก๊าซในตลาดเวียดนามจะเห็นว่ามี P/E ที่ถูกกว่า PMG และ PMG เองก็เป็นหุ้นที่ P/E แพงสุดในตลาดแล้ว ในกรณีนี้หาก Take over มาได้จะทำให้ Value ทujได้มาเมื่อมารวมเข้ากับ Value ของ PMG แล้วจะมีค่า Premium ในเชิง P/E ที่สูงกว่า ไหนจะประหยัดเวลา ได้ส่วนแบ่งการตลาดมาอย่างรวดเร็ว และป้องกันคู่แข่งเข้าตลาดได้อย่างดี ดังนั้นการ Take over หรือทำ M&A จึงเป็นเรื่องที่ดูสมเหตุสมผลไม่ใช่น้อยเช่นกัน

รูปที่ 8 – เปรียบเทียบหุ้น PMG กับ หุ้นที่ทำธุรกิจใกล้เคียงกันอื่นๆ

สรุปหุ้นทั้ง 4 ตัว โดดเด่นคนละแบบ

แต่ละตัวมีกลยุทธ์การเติบโตที่แตกต่างกัน มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือขอให้เพื่อนๆเลือกลงทุนในธุรกิจที่เข้าใจเท่านั้น เพราะจะช่วยลดความเสี่ยงในระยะยาวได้ ผมเองทำหน้าที่คือการให้ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจลงทุน แต่การตัดสินใจยังคงเป็นของทุกคนครับ การลงมาของตลาดหุ้นเวียดนามครั้งนี้เป็นโอกาสหรือไม่? คนตัดสินใจได้มีแต่ตัวคุณเอง ขอให้โชคดีในการลงทุน ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าจะมาสรุปให้เพิ่มเติมนะครับ ฝากกิจกรรมดีๆอย่าง Vietnam Opportunity Day จาก Finansia Syrus ไว้ด้วยครับผม ^^

 

แหล่งที่มา : YouTube : FSSGLOBAL

https://www.youtube.com/channel/UCn5iZC3ounLjlWjKtF6f_iw/videos?view_as=subscriber

 

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 02-625-2479 ถึง 82

หรือ Email: fm@fnsyrus.com

Website: https://www.fnsyrus.com/th/services/overseas-investment/

 

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *