สรุปมุมมองตลาดหุ้นไทยปี 2563 ตอน 1

ตลาดหุ้นไทย ปี 2563

ใกล้จะปลายปีแล้วผมไล่อ่านมุมมองตลาดหุ้นไทยของนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ เพื่อเอาไว้ทำแผนการลงทุนในปีหน้า ไหนๆก็ไหนๆขอนำสรุปมาแชร์กับเพื่อนๆด้วยเลยครับ ผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ด้วยนะครับ ส่วนที่เอารูปทรัมป์มาลงเพราะปีนี้พี่แกวอร์เยอะเหลือเกิน วอร์จนรู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยบ้านเราสุดท้ายอิงอยู่กับทวิตเตอร์พี่คนเดียวเลย 555

SET Index จะไปเท่าไหร่?

หลายๆที่มอง SET Index ปีหน้าไม่น่าไปไหนมากอยู่แถวๆ 1650-1700 อย่างเก่งไม่น่าขึ้นเกิน 1800 โดยมีกำไรของตลาดจะโตประมาณ 10% เศษๆจากปีนี้มีสำรองผลประโยชน์พนักงาน P/E ตลาดอยู่แถวๆ 17 เท่าซึ่งถือว่ากลางๆค่อนไปทางแพงเล็กน้อย

แทบจะทุกที่ปรับลดการเติบโตของ GDP ไทยลงอยู่ในระดับแถวๆ 2.7% แล้วจากที่เคยอยู่ 3%++(บางสำนักบอก 2.5% !!!) เหตุผลหลักๆของการลดเป้าการเติบโตของ GDP คือ การบริโภคที่ชะลอตัวหนัก การเติบโตของสินเชื่อที่น้อยลง ภาคอสังหาฯที่กำลังชะลอตัวเช่นกัน พูดง่ายๆคือแทบทุกภาคส่วนยกเว้นท่องเที่ยวกำลังชะลอหมด

อุตสาหกรรมที่หุ้นมีโอกาสขึ้นมากกว่าตลาดในปีหน้าก็เช่น อสังหาริมทรัพย์ที่ตอนนี้ปันผลมี 5-8% ให้เห็นอยู่มากมาย โรงพยาบาลที่อยู่ในขาลงมาแล้ว 1-2 ปีมีโอกาสกลับมาเติบโตอีกครั้ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่เน้นประกันสังคม กลุ่ม Media ที่เป็นผู้ผลิตรายการ และกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมโดยเฉพาะหุ้น Logistic

สงครามการค้ากระทบแค่ไหน ในปี 2563?

ส่งออกปีหน้าเข้าข่าย “สาหัส” เพราะปัญหาไม่ใช่แค่บาทแข็งแต่หนักกว่านั้น ปกติถ้าส่งออกมากๆ เงินเกินดุลเยอะๆ บาทจะแข็งจนถึงระดับที่การส่งออกชะลอไปตามธรรมชาติ จนเงินบาทอ่อนสุดท้ายเข้าสู่จุดสมดุล รอบนี้ส่งออกลดลงตามหลักเงินบาทควรอ่อนค่าลง แต่เพราะนำเข้าก็ลดลงตามด้วยจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่อ่อนแอและการผลิตสินค้าที่น้อยลงของโรงงานต่างๆ ด้วยเหตุนี้การเกินดุลน้อยลงหรือขาดดุลจึงเกิดขึ้นยาก ค่าเงินจึงไม่อ่อนตัวลงยิ่งไปซ้ำเติมการส่งออกที่แย่อยู่แล้ว

ความเห็นส่วนตัวของผมคือสงครามการค้าขอสหรัฐฯและจีนส่งผลกระทบลูกโซ่มาถึงไทย จีนส่งของไปขายสหรัฐฯได้น้อยลง จีนทำยังไง? ก็มาส่งขายประเทศอื่นๆรวมถึงประเทศรอบๆเมืองไทยมากขึ้น เมื่อประเทศเหล่านั้นเจอกับสินค้าจีนที่ถูกกว่าไทย ก็หันไปซื้อของจีนแทนไทย

แล้วที่คนบอกว่าสหรัฐฯซื้อของจีนน้อยลง จีนเองก็ส่งของไปสหรัฐฯได้น้อยลง จะหันมาย้ายฐานผลิตมาอยู่ที่ไทยบ้างไหม? ก็ต้องบอกว่ายากมาก เพราะปัจจุบันค่าแรงเมืองไทยไม่ถูกเหมือนประเทศรอบๆแล้ว ค่าแรงขั้นต่ำของไทยคือ 300 บาท มาเลเซียที่ว่าเจริญๆพึ่ง 267บาท กัมพูชา 182บาท เวียดนาม 180 บาท ลาว 130 บาท เมียนมาร์ 95 บาท 

ถ้าอยากได้แรงงานราคาถูกไทยคงไม่ใช่ตัวเลือกต้นๆอีกต่อไป แล้ว ส่วนถ้าจะผลิตของที่ใช้เทคโนโลยีสูงๆก็ใช้เครื่องจักร ไทยก็ไม่ได้เก่งมาก สหรัฐฯกับจีนก็ผลิตในประเทศเองได้ มองมุมไหนก็รู้สึกว่าสงครามการค้ารอบนี้ประเทศไทยแทบไม่ได้อะไรเลย 

นี่ยังไม่รวมข่าวที่รัฐบาลกำลังจะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาท ซึ่งไม่รู้จะเริ่มปี 2563 หรือไม่? การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำช่วยเพิ่มกำลังซื้อของคนแต่ก็ตามมาด้วย “ผลข้างเคียงระยะยาว” กำลังซื้อรากหญ้าจะเติบโต แต่ผลที่ตามมาคือธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง ที่สายป่านไม่ยาวพอจะตายหมด เพราะไปเพิ่มต้นทุนของธุรกิจโดนตรง เป็นหายนะของ SME ซึ่งเป็นหนึ่งใน Growth Driver ของไทย 

สิ่งที่เห็นชัดๆคือการขึ้นค่าแรงรอบที่ผ่านมาส่งผลให้ NPL ของธุรกิจ SME พุ่งปรี๊ดจาก 3.2% ในปี 2556 มาถึงปี 2561 กลายเป็น 4.4% แล้ว 

แนวโน้มดอกเบี้ยและกำลังซื้อภายในประเทศ

กำลังซื้อของคนในประเทศตอนนี้ต้องบอกว่าอ่อนมาก ธนาคารไม่ค่อยยอมปล่อยสินเชื่อเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อเนื่องจากคนไทยเป็นหนี้กันเยอะ ต่อ 1 ครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยมากถึง 340,000 บาทส่วนใหญ่เป็นหนี้รถ บ้าน และบัตรเครดิต ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าถ้าหนี้ครัวเรือนยังไม่ถึง 80% ของGDP ถือว่ายังไม่น่าเป็นห่วง แต่ประเด็นคือตอนนี้มัน 78% แล้วไง

ตอนนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยอยู่ที่ 1.25% ซึ่งก็คืออัตราดอกเบี้ยที่ต่ำที่สุดในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา เทียบเท่าตอนวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ในปี 2563 กนง.มีแนวโน้ม (40%) ที่จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งภายในต้นปี ซึ่งถ้าลดครั้งนี้น่าจะลดอีกไม่ได้แล้วเพราะอาจส่งผลกับความมั่นคงทางการเงินของไทย

คนที่มีเงินเยอะอาจจะย้ายเงินไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น ยิ่งไปเพิ่มความเสี่ยงให้กับระบบเศรษฐกิจหรือคนที่เก็บเงินอยู่อาจจะเก็บเงินหนักกว่าเดิมเพื่อให้ได้ดอกเบี้ยเท่าเดิม คนมีเงินไม่ออกมาใช้จ่ายเป็นการซ้ำเติมกำลังซื้อที่อ่อนแรงอยู่แล้ว

นี่แปลว่าดอกเบี้ยคงลดไปมากกว่านี้ไม่ได้มากแล้ว ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายอื่นๆที่ไม่ใช่นโยบายทางการเงินมาช่วยเยอะๆในปี 2563

นโยบายรัฐบาล พระเอกของปีหน้า

นโยบายการคลังที่รัฐบาลอาจจะงัดออกมาใช้ในปี 2563 แน่ๆแล้วตอนนี้คือมี บ้านดีมีดาวน์ ซึ่งจะช่วยลดบ้านและคอนโดค้างสต๊อคลงประมาณ 1 แสนหน่วย ถ้าใช้สิทธิกันเต็มจะกระทบ GDP 1.8% หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้การเติบโตของ GDP ออกมาดูดีขึ้น และช่วยให้กำไรของฝั่งอสังหาในไตรมาสแรกของปีน่าจะออกมาดี

นโยบายอื่นๆที่มีโอกาสออกตามมาก็เช่นพวกสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับ SME, การช่วยค้ำประกันสินเชื่อเพื่อช่วยกำลังซื้อในประเทศ แถมๆอาจจะมีนโยบายเช่นพวกชิม ช๊อป ใช้เพิ่มเติม จนไปถึงการรับจำนำสินค้าทางการเกษตรต่างๆ

นอกจากปัจจัยที่ผมสรุปไปทั้งหมดยังมีอีก 1 ปัจจัยที่ถ้าเกิดขึ้นจะทำให้ปีหน้าหุ้นไทยกลับมาขึ้นได้ และเม็ดเงินต่างชาติมีโอกาสไหลกลับเข้าหุ้นอีกครั้งคือ การปรับเครดิตเรทติ้งของประเทศไทยซึ่งมีโอกาสได้รับการปรับเพิ่มในช่วงเดือนสิงหาและกันยายนครับ

<Update: สถานการณ์ล่าสุดเริ่มมีขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแล้วนะครับ ขึ้น 6 บาท 9 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ภูเก็ต กรุงเทพ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร และปราจีนบุรี เริ่มปี 2563>

ตอน 1 มีเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวจะมาลงตอน 2 ซึ่งจะพูดถึงเรื่อง ท่องเที่ยวกับ EEC เยอะหน่อย ส่วนตอน 3 จะพูดถึงเรื่องผลกระทบ Trade War ในปี 2563 ครับ

เพื่อนๆมีข้อมูลอะไรเพิ่มเติม ช่วยๆแชร์กันไว้ใน Comment ได้นะครับ ไปด้วยกันไปได้ไกลเน่อ ^^

แหล่งข้อมูล:

Asiaplus
Yuanta
KResearch
SCB Research
https://www.prachachat.net/finance/news-367082
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/856350
https://www.posttoday.com/economy/news/599471
https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_3139340