สรุปหุ้น TCAP โค้งสุดท้ายก่อนปิดดีล ธนาคารธนชาตรวมทหารไทย

หุ้น Tcap

โค้งสุดท้ายแล้วกับดีลประวัติศาสตร์ การรวมกันของธนาคารธนชาตและทหารไทย
ดีลนี้คนส่วนใหญ่มักจะไปเน้นที่การรวมกันของทั้ง 2 ธนาคาร

แต่ในความจริงแล้วยังมีรายละเอียดที่คนทั่วๆไปจะยังไม่รู้อยู่พอสมควรในแง่ความแข็งแกร่งหลังการรวมกัน

ผมจึงสรุปข้อมูลผลประกอบการปัจจุบันของธนชาตและรายละเอียดการรวมกันมาให้ดูกันไวๆ
สำหรับนักลงทุนที่สนใจดีลประวัติศาสตร์นี้ นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้ครับ

1.
TCAP ตอนนี้ไม่ได้มีดีแค่ดีลเรื่องการรวมของ TBANK และ TMB ที่กำลังจะสร้าง Synergy ให้ธุรกิจแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต และเอาจุดเด่นของทั้ง 2 ธนาคารเข้ามารวมกันทั้งเรื่องสินเชื่อและแพลตฟอร์มการลงทุน เป็นธนาคารใหม่ที่มีศักดิ์เป็นถึงธนาคารใหญ่อันดับ 6 ของประเทศไทยเลยทีเดียว

2.
เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมาหุ้น TCAP หรือบริษัท ทุนธนชาต จำกัด ประกาศงบการเงินออกมา กำไรส่วนที่เป็นของบริษัทโตสูงถึง 30% นับว่าสวนทางกับสภาวะตลาด,ผลประกอบการของหุ้นในหมวดการเงินตัวอื่นๆและสิ่งที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้พอสมควร

3.
TCAP เป็นบริษัท Holding Company ด้านการเงิน ซึ่งภายหลังปรับโครงสร้างธุรกิจและซื้อหุ้นเพิ่มทุน TMB จะถือหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจด้านการเงินอยู่หลายบริษัท เช่น ธนาคารหลังรวมกิจการ 20.4% บล.ธนชาต 51% ธนชาตประกันภัย 51% ราชธานีลิสซิ่ง (ถือผ่าน SPV) 65.2% บริษัท เอ็ม บี เค ไลฟ์ ประกันชีวิต 51%  และบริษัทบริหารสินทรัพย์ รวมถึงลงทุนในบริษัทอื่นๆ อีก 4-5 บริษัท

4.
ธุรกิจของ TCAP  มีรายได้ 2 ประเภทคือรายได้ดอกเบี้ย และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมารายได้ดอกเบี้ยเติบโตเล็กน้อยท่ามกลางสภาวะตลาดที่ไม่แน่นอน แต่รายได้ส่วนที่เติบโตอย่างมีนัยยะอยู่ในหมวดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตจาก 3,409 ลบ.มาเป็น 3,910 ลบ. หรือเติบโต 14.7%

ข้อมูลรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยของ TCAP

5.
รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาในหมวดรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยหลักๆมาจาก กำไรสุทธิจากเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น 481 ลบ. และกำไรจากสินทรัพย์รอการขายและทรัพย์สินอื่นเพิ่มขึ้น 278 ลบ. กำไรสุทธิของ TBANK เองก็เติบโตสู่ระดับสูงสุดใหม่ด้วย

6.
ไตรมาส 3 นี้ TCAP ยังมีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานที่ลดลง จากไตรมาสก่อนที่มีการตั้งสำรองเพื่อรองรับการชดเชยกรณีพนักงานเกษียณและเลิกจ้าง ทำให้สัดส่วน Cost to income ratio ของบริษัทกลับเข้าสู่สภาวะปกติที่ 43-45% เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้กำไรเติบโตดี

7.
ธุรกิจหลักของ TCAP คือการให้สินเชื่อ 9 เดือนของปีนี้พอร์ทสินเชื่อของ TCAP เติบโต 2.18% อยู่ที่ระดับ 771,039 ลบ. สัดส่วนการให้สินเชื่อรายย่อยต่อสินเชื่อธุรกิจและวิสาหกิจขนาดย่อมอยู่ที่ 76:24นับว่าเติบโตได้ดีไม่น้อยในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อนัก

8.
สรุปก็คือรายได้ของ TCAP มีการเติบโตมาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ตัวหุ้นโดนปัจจัยลบบางจุดแต่ก็ถูกชดเชยด้วยปัจจัยบวกอย่างการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ, ค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองหนี้สูญลดลง แม้ NPL จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 2.4% เป็น 2.5% แต่ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมมาก

9.
นอกเหนือจากประเด็นการรวมกันของ TBANK และ TMB แล้ว ผลประกอบการและอัตราส่วนทางการเงินของ TCAP นับว่าน่าสนใจไม่น้อย ที่ราคาประมาณ 52-54 บาท TCAP มี P/E 7.71 เท่า ถูกกว่า P/E เฉลี่ยของกลุ่มการเงินอยู่ที่ 10.23 เท่า ในอดีต TCAP มีปันผลเฉลี่ยประมาณ 4-5% ในขณะที่ปันผลเฉลี่ยของกลุ่มการเงินอยู่ที่ 3.5%

10.
ส่วนเรื่องการขายหุ้น TBANK ให้ TMB จะเสร็จภายในปี 2562 คาดว่าจะเป็นช่วงเดือนธันวาคม และจะเข้าไปถือหุ้นธนาคารใหม่ในสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 20% หลังจากนั้น TCAP จะนำเงินสดส่วนเกินที่ได้มาจากการขาย TBANK มาซื้อหุ้นคืน 5,000 ลบ. จ่ายปันผลในอัตราหุ้นละ 4 บาทในช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ. ปี 63 ยังไม่รวมปันผลปกติของผลประกอบการช่วงครึ่งหลังของปีนี้ที่น่าจะจ่ายในช่วง พฤษภาคมปีหน้าอีกประมาณ 1.2-1.4 บาท

11.
ที่ราคาประมาณ 52-54 บาทถ้าสมมุติฐานข้างต้นเป็นจริง ภายใต้เงื่อนไขสภาวะเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกับปัจจุบัน ผู้ถือหุ้น TCAP จะได้รับปันผลประมาณ 5.2-5.4 บาท สูงถึง 9-10% ของราคาหุ้น ภายในระยะเวลา 6 เดือน

12.
ส่วนราคาหุ้นหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไรก็จะมีปัจจัยที่ต้องติดตาม เช่นเรื่อง Synergy ที่คาดว่าจะได้รับจากการรวมเอาจุดเด่นของทั้งสองธนาคารเข้าด้วยกัน TBANK เด่นเรื่องการปล่อยสินเชื่อรายย่อย ส่วน TMB ก็เด่นเรื่องฐานเงินฝากและแพลตฟอร์มการลงทุน

13.
สินเชื่อรถยนต์ของธนชาตเป็นบริการที่แข็งแกร่งมากๆ ครองอันดับหนึ่งในตลาดติดต่อกันมานานหลายปี เทียบให้เห็นความเป็นผู้นำชัดๆคือ รถยนต์บนท้องถนน 1 ใน 5 คันเป็นลูกค้าธนชาต ดังนั้นสินเชื่อรถยนต์จึงน่าจะเป็นหนึ่งในบริการ Flagship ของธนาคารใหม่ เพราะแบรนด์ธนชาตถือเป็นแบรน์สินเชื่อที่เป็นเบอร์ 1 ในใจลูกค้าไปแล้ว หากเปลี่ยนแบรนด์อาจจะเสียตลาดให้กับกรุงศรีออโต้ ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ได้

ข้อมูลตลาดสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ ครึ่งปี 2562

(ที่มา: ฐานเศรษฐกิจ)
ธนชาต 439,777 ล้านบาท
กรุงศรีอยุธยา 389,819 ล้านบาท
ไทยพาณิชย์ 219,479 ล้านบาท
ทิสโก้ 141,086 ล้านบาท
เกียรตินาคิน 105,279 ล้านบาท

14.
เรื่องที่เห็นชัดว่าทำได้แน่ๆคือการบริหารจัดการต้นทุนและงบการตลาดต่างๆที่ใช้ร่วมกันน่าจะลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มเป็นกำไรสุทธิได้มากพอสมควร

15.
ระยะเวลาในการดำเนินงานก็สำคัญ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะประมาณ 2-3 ปีถึงจะเห็นผลของการSynergy ที่ชัดเจน ดังนั้นหลังจากการจ่ายปันผลพิเศษและซื้อหุ้นคืน ก็ต้องรออีกซักระยะเลยกว่าจะมีปัจจัยการเติบโตใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทลูกอื่นๆ ที่ TCAP เข้าไปถือหุ้นโดยตรง ซึ่งบางบริษัทก็ถือในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น น่าจะส่งผลให้ผลการดำเนินงานของ TCAP ยังอยู่ในเกณฑ์ดี

16.
ส่วนความเสี่ยงเองก็มี เพราะการรวมบริษัทให้ทำงานด้วยกันได้ดีและมีประสิทธิภาพ ภายใต้ความกดดันของสภาวะเศรษฐกิจนั้นเป็นเรื่องท้าทายไม่ใช่น้อย

17.
หุ้น TCAP ถือเป็นอีกตัวหนึ่งที่ถือว่ามีศักยภาพที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาว มีจุดเด่นของธุรกิจที่ชัดเจน ส่วนระยะสั้นก็มีเรื่องปันผลพิเศษ, การซื้อหุ้นคืนและการรวมให้ติดตามกัน ในโค้งสุดท้ายของปี 2019 

TCAP ไม่ใช่หุ้นที่จะโตหวือหวาในระยะเวลาสั้นๆ แต่ดูทรงแล้วคงเหมาะเป็นหุ้นที่ถือลงทุนระยะยาวรับปันผลและรอให้ผลประโยชน์จากการรวมค่อยๆออกดอกออกผล ดังนั้นใครจะเข้าลงทุนขอให้ทำความเข้าใจประเด็นตรงนี้และอย่าลืมศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนการตัดสินใจลงทุนด้วยนะครับ

เพราะอาวุธของนักลงทุนคือความรู้ !