เจาะลึกกองทุนแห่งทศวรรษ ONE-UGG

เจาะลึกกองทุนแห่งทศวรรษ ONE-UGG

เจาะลึกกองทุนแห่งทศวรรษ ONE-UGG

โดยเพจ Buffettcode

มายุคนี้ใครๆก็พูดถึงเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีได้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราแบบสมบูรณ์แบบไปแล้ว บางคนชอบแต่บางคนก็กลัว แต่ถ้ามาคิดดูดีๆชีวิตของมนุษย์ก็อยู่กับเทคโนโลยีมาตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ ….

ปี 1878 โทมัส เอดิสันคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “หลอดไฟ” ขึ้นมาให้แสงสว่างแทนการใช้เทียน ปัจจุบันแม้หลอดไฟจะกลายเป็นของธรรมดาที่ใครๆก็ใช้กันไปแล้ว แต่ก็อย่าลืมว่าครั้งหนึ่งมันเคยเป็น สุดยอดเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก บริษัทผลิตหลอดไฟของเอดิสันในตอนนั้นยืนยงกลายเป็นอาณาจักรมาจนถึงทุกวันนี้ บริษัทนั้นคือ General Electric หรือ GE

ปี 1984 Motorolla วางขายโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกชื่อ DynaTac 8000x ในราคา  3,900 เหรียญ (ในยุคนั้นก็แปลงเป็นเงินไทยประมาณ 1-2 แสนบาท) ใช้เวลาชาร์จแบต 10 ชั่วโมง คุยได้ครึ่งชั่วโมง นี่คือสุดยอดเทคโนโลยีในยุคนั้นใครจะไปคิดฝันว่าวันหนึ่งจะสามารถโทรศัพท์คุยกับใครก็ได้โดยไม่ต้องมีสายเสียบแบบโทรศัพท์บ้าน ส่วนยุคนี้? โทรศัพท์มือถือที่แค่คุยได้กลายเป็นของโบราณไปซะแล้ว

ปี 2007 Apple วางขาย iPhone เป็นครั้งแรก มือถือต่อเน็ตได้ ส่งข้อความได้ ฟังเพลงได้ iPhone คือฝันที่เป็นจริงของวงการ Consumer Electronic ในช่วงนั้นเลยทีเดียว มาดูตอนนี้มีมือถือเครื่องไหนเล่นเน็ตไม่ได้ ฟังเพลงไม่ได้บ้าง? เทคโนโลยีในตอนนั้นมาถึงตอนนี้กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ

เทคโนโลยีอยู่ใกล้กับตัวเรามาตลอด TV, ตู้เย็น, หม้อหุงข้าว ครั้งหนึ่งก็เคยเป็นสุดยอดเทคโนโลยีมาก่อนทั้งนั้น ดังนั้นเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องใหม่ที่น่ากลัวแต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตของคุณได้ ถ้าคุณไม่ใช่แค่ใช้เทคโนโลยี แต่ลงทุนสร้างผลตอบแทนให้เติบโตไปพร้อมๆกับพัฒนาการของมัน

ถ้าคุณซื้อหุ้น Microsoft ไว้ 30,000 บาทในปี 1987 แล้วถือมาถึงปัจจุบันคุณจะมีเงินมากกว่า 24ล้านบาท ! และถ้าคุณซื้อหุ้น Apple ไว้ 30,000 บาทในปี 1980 แล้วถือมาจนถึงปัจจุบันเช่นกันคุณจะมีเงินมากกว่า 10 ล้านบาท !!! นี่คือเรื่องใหญ่ที่ผมอยากจะบอก

พูดถึงกำไรแล้วผมก็อยากจะพูดถึงความเสี่ยงของเทคโนโลยีด้วยเพราะในอดีตก็มีหุ้นเทคโนโลยีหลายตัวเหมือนกันที่ล่มสลายไปและไม่มีใครได้ยินชื่ออีกเลย สำหรับผมหากจะลงทุนในเทคโนโลยีการเลือกบริษัทที่ดี, มีความแข็งแกร่งและกระจายความเสี่ยงเป็นสิ่งสำคัญมาก ! ดังนั้นถ้าคุณไม่ใช่นักลงทุนที่เข้าใจเทคโนโลยีเป็นอย่างดีการลงทุนในกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนจัดพอร์ตคอยเลือกหุ้นพื้นฐานดีให้ถือเป็นทางออกที่ดีที่สุดในเวลานี้

ปัจจุบันกองทุนที่ลงทุนในบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีในประเทศไทยก็มีอยู่หลายกองด้วยกัน แต่มีกองหนึ่งในนั้นที่ผมคิดว่าน่าสนใจเพราะทำผลตอบแทนได้ยอดเยี่ยม มีกลยุทธการลงทุนที่ฟังดูสมเหตุสมผล และที่สำคัญพอหันไปดูหุ้นในพอร์ตกองทุนแล้วก็ต้องยกนิ้วชื่นชมจริงๆ กองทุนนั้นคือ ONE-UGG ครับ (แหม่ก็คงรู้กันหมดแล้วเนอะ หัวข้อก็เขียนอยู่ว่า ONE-UGG 555)

นโยบายการลงทุนของ ONE-UGG

ONE-UGG หรือชื่อเต็มว่า กองทุนเปิดวรรณ อัลติเมท โกลบอล โกรว์ธ เป็นกองทุนจากบลจ.วรรณ กองทุนลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Baillie Gifford Long Term Global Growth Fund โดยปัจจุบันกองทุนนี้เน้นลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาวจากทั่วโลก หลักการคัดเลือกหุ้นของกองทุนคือวิธี Bottom-Up ดูพื้นฐานและการเติบโตของบริษัทเป็นหลักโดยให้น้ำหนักกับปัจจัยด้านอื่นๆเป็นรอง ปัจจุบันพอร์ทหุ้นของ Baillie Gifford LTGG ลงทุนเน้นหุ้นกลุ่ม Information Technology สัดส่วน 45.53%Consumer Discretionary 33.35% และกลุ่ม Healthcare 14.93% โดยกองทุนจะมีหุ้นในพอร์ทจำนวนประมาณ 30-60 ตัว

ข้อมูลการถือหุ้นแบ่งตามอุตสาหกรรม

ข้อมูลจาก Baillie Gifford LTGG Fund Facesheet วันที่ 31 มีนาคม 2018

แล้ว Baillie Gifford LTGG มีหุ้นอะไรบ้าง?

หุ้น 5 อันดับที่กองทุนถือสูงสุดก็คือ

  • Amazon 9.36% บริษัทของ Jeff Bezos ชายผู้รวยที่สุดในโลก เจ้าของธุรกิจ E-commerce และ Technology Platform ขนาดใหญ่ Amazon.com
  • Tencent 8.49% บริษัทจีนเจ้าของ Messaging App รายใหญ่ WeChat ที่มีคนใช้กว่า 1,000 ล้านคน และยังเป็นบริษัทที่มีธุรกิจเกมส์ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย
  • Alibaba 6.80% เจ้าของธุรกิจ E-commerce ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีผู้ก่อตั้งที่เราคุ้นเคยกันดีคือ Jack Ma
  • Illumina 6.68% บริษัท BioTech ผู้ผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์ DNA และ
  • Facebook 6.11% บริษัท Social Media รายใหญ่ที่สุดของโลกและคนไทยกว่า 46 ล้านคนรู้จักดี

ส่วนที่เหลือก็เป็นหุ้นของบริษัทเทคโนโลยีระดับเทพที่เรารู้จักกันดีอย่าง Tesla, Nvidia, Baidu, Google และ Netflix อย่างไรก็ตามกองทุนได้มีถือหุ้นที่เป็น Consumer Discretionary ชื่อดังหลายๆตัวด้วยเช่น Inditex เจ้าของแบรนด์ Zara, Hermès International ผู้ผลิตกระเป๋าหรู Hermès , Kering อาณาจักร Luxury เจ้าของแบรนด์อย่าง Gucci และ Balenciaga, แบรนด์ชุดกีฬาดาวรุ่ง Under Armour และยักษ์ใหญ่แห่งโลกความงาม L’Oréal

เท่านั้นยังไม่พอล่าสุดกองทุนยังได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทติวเตอร์ออนไลน์ชื่อดังของจีนอย่าง TAL Education Group เข้ามาในพอร์ทอีกด้วย บริษัทนี้มีขนาดใหญ่ถึง 700,000 ล้านบาท (มูลค่าบริษัทเท่าๆกับ 7-11 บ้านเรา) เห็นพอร์ทการลงทุนแบบนี้แล้วผมคิดว่าทุกคนคงเริ่มเข้าใจว่าทำไมผมถึงเรียก ONE-UGG ว่าเป็นกองทุนแห่งทศวรรษ ก็เล่นรวมเอาบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ แบรนด์ดังต่างๆของโลก แถมยังมีบริษัทใหญ่ๆที่อยู่ในประเทศที่มีเติบโตสูงอย่างประเทศจีนอีกด้วย มี ONE-UGG กองเดียวเรียกได้ว่าแทบจะครบเครื่องหมดแล้วสำหรับการเติบโตเพื่ออนาคต

หุ้นที่ลงทุน 10 อันดับแรก

ข้อมูลจาก Baillie Gifford LTGG Fund Factsheet วันที่ 31 มีนาคม 2018

กองทุน ONE-UGG รวมดาว All Star ขนาดนี้ให้ผลตอบแทนเท่าไหร่?

ONE-UGG ให้ผลตอบแทน 1 ปีที่ผ่านมาที่ระดับ 26.56% เปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 6.18% ถือว่าสูงทะลุทะลวงมากมาย เพราะกองทุนนี้เพิ่งก่อตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2559 ถือว่ายังไม่นาน แต่ถ้าเราหันกลับไปดูที่ผลตอบแทนย้อนหลังของกองแม่ Baillie Gifford LTGG ก็จะพบว่าทำผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปีได้สูงถึง 19.52% ต่อปี เมื่อเทียบกับ MSCI World Index ที่ทำผลตอบแทนย้อนหลังเฉลี่ย 3 ปีได้แค่ 8.71% ในมุมมองของผลตอบแทนย้อนหลังนับว่า ONE-UGG ทำได้ดีมาก แล้วอนาคตของ ONE-UGG จะเป็นอย่างไร?

ผลตอบแทนย้อนหลัง

ข้อมูลจาก Baillie Gifford LTGG Fund Facesheet วันที่ 31 มีนาคม 2018

มุมมองในอนาคตของบริษัทเทคโนโลยีและกองทุน ONE-UGG

เริ่มด้วยคำถามยอดฮิตก่อน ถ้าเกิดวิกฤตตลาดหุ้นจะกระทบอะไรไหม?

คำตอบคือก็คงกระทบ ไม่มากก็น้อย แต่ก็ต้องอย่าลืมคิดต่อด้วยว่าแม้จะเกิดวิกฤตแต่ผู้ชนะจะยังคงเป็นผู้ชนะ ลองนึกภาพย้อนเวลากลับไปในปี 1886 ถ้าคุณเป็นคนขายอานม้าที่ไว้ใช้สำหรับขี่ม้าในขณะที่โลกกำลังมีรถยนต์ซึ่งพัฒนาขายในเชิงพาณิชย์โดย Henry Ford และพวกเราก็รู้กันหมดแล้วว่าระหว่างรถกับม้าสุดท้ายใครคือผู้ชนะ คุณคงคิดว่าบริษัทที่ผลิตอานม้าขายในยุคนั้นคงเจ๊งและปิดตัวลงไปหมดแล้ว แต่ผิดครับ ! หนึ่งในบริษัทที่เอาตัวรอดมาจากวิกฤตอานม้าครั้งนั้นได้คือ Hermès ซึ่งปัจจุบันหันมาผลิตกระเป๋าหนังระดับตำนานแทนการผลิตอานม้าขาย ผู้ชนะยังคงเป็นผู้ชนะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบริษัทเก่งๆจะปรับตัวได้เสมอ

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดมากๆคือ Amazon ในตอนตั้งบริษัท Amazon ไม่ได้เป็นอาณาจักรเทคโนโลยีอย่างในปัจจุบัน แต่เป็นเพียงบริษัทขายหนังสือออนไลน์เล็กๆบริษัทหนึ่ง ทุกวันนี้หนังสือกำลังโดน Disrupt อย่างหนักถ้า Amazon ยังยึดติดกับการขายหนังสือเพียงอย่างเดียวคงล่มสลายไปนานแล้ว Amazon กลายเป็นบริษัท Technology-Ecommerce เต็มรูปแบบมีทั้งธุรกิจ Cloud, Big Data, ปัญญาประดิษฐ์, ค้าปลีกออนไลน์ที่ทุกวันนี้ขายหมดทุกอย่าง และธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมอย่าง Whole Food ที่เพิ่งเทคโอเวอร์ไปเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อเวลาผ่านไปบริษัทผู้ชนะจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบัน Amazon คืออาณาจักร 25 ล้านล้านบาท (25,000,000,000,000) ใหญ่กว่าปตท. PTT 15 เท่า ใหญ่กว่าแบงค์กสิกรไทย KBANK 62 เท่า และใหญ่กว่าปูนใหญ่ SCC ถึง 50 เท่า

บริษัทเทคโนโลยีจะยังโตได้ไหม?

มาดูการเติบโตของรายได้และกำไรไตรมาส 1 ปี 2018 ของหุ้น 5 บริษัทหลักใน ONE-UGG กันซักหน่อย

  • Amazon รายได้โต 43% กำไรโต 125% ตั้งแต่ 2016 หุ้นขึ้นมาจาก $757 มาเป็น $1,500
  • Tencent รายได้โต 48% กำไรโต 65% ตั้งแต่ 2016 หุ้นขึ้นมาจาก HKD 152 มาเป็น HKD 400
  • Alibaba รายได้โต 61% กำไรโต 35% ตั้งแต่ 2016 หุ้นขึ้นมาจาก $81 มาเป็น $190
  • Illumina รายได้โต 30% กำไรติดลบ 43% ตั้งแต่ 2016 หุ้นขึ้นมาจาก $191 มาเป็น $260
  • Facebook รายได้โต 49% กำไรโต 63%ตั้งแต่ 2016 หุ้นขึ้นมาจาก $104 มาเป็น $180

ผลประกอบการของหุ้น Technology ที่โตดุมาก (เทียบกับการเติบโตของหุ้นไทยขนาดใหญ่ที่มักจะโต 10-20%) ราคาหุ้นเองก็ขึ้นดุไม่แพ้กัน ถึงจุดนี้โตไม่โตผมคิดว่าทุกคนคงตอบคำถามข้อดีด้วยตัวเองได้แล้วล่ะครับ

Internet คือหนึ่งในเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบันนี้เรามี “ชาวเน็ต” กว่า 3,400 ล้านคนหรือเทียบคร่าวๆคือประมาณครึ่งโลก ด้วยต้นทุนการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ถูกลง เมื่อก่อนจะซื้อคอมเครื่องหนึ่งหรือมือถือซักเครื่องอาจต้องใช้เงินหลายแสนดังที่ผมกล่าวไปแล้วอย่างในกรณีของมือถือ Motorola รุ่นแรก ปัจจุบันต้นทุนในการเข้าถึงเทคโนโลยีนั้นถูกมากเงินเพียง 1,000-2,000 บาทสามารถเปลี่ยนชีวิตคนๆหนึ่งให้มีความสุขมากขึ้นกว่าเดิมได้ เงินหลักพันบาททำให้เราส่งข้อความหากันได้ วีดีโอคอลเห็นหน้ากันได้ ฟังเพลง ดูหนัง อ่านหนังสือ ซื้อของออนไลน์ได้แม้ในถิ่นทุระกันดาร บริการเปลี่ยนชีวิตทั้งหมดนี้ ฟรี! เราทุกคนกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก 10 ปีต่อจากนี้มีค่ามากกว่า 10 ปีที่ผ่านมามากมายมหาศาล มันขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าจะปล่อยให้การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ผ่านไปเฉยๆ หรือจะหาทางเปลี่ยนชีวิตจากเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

จำนวนผุ้ใช้ Internet

ข้อมูลจาก www.internetlivestats.com/

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ชายผุ้ร่ำรวยที่สุดในโลกเคยกล่าวไว้ว่าถ้าหากเขาต้องเดิมพันกับอะไรบางอย่างและเขามีโอกาสแค่ 1 ใน 10 ที่จะเดิมพันได้อย่างถูกต้องแต่ผลตอบแทนที่ได้รับนั้นมากกว่า 100 เท่า เขาจะเดิมพันกับมันทุกครั้ง ! ความเสี่ยงไม่ใช่เรื่องที่ต้องหลีกเลี่ยงตลอดเวลา ถ้าการเสี่ยงครั้งนั้นของคุณให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า การเดิมพันแบบนี้คือสิ่งที่ Jeff Bezos ทำเพื่อเปลี่ยนชีวิตของเขา แล้วคุณล่ะ? ทำอะไรเพื่อเปลี่ยนชีวิตของคุณในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้าแล้วหรือยัง?

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *