ลงทุนในเวียดนามแบบมืออาชีพ กับกองทุน K-VIETNAM

ลงทุนในเวียดนามแบบมืออาชีพ กับกองทุน K-VIETNAM

บลจ.กสิกรไทยได้ออก IPO กองทุนเวียดนามกองใหม่ชื่อ K-VIETNAM ระหว่างวันที่ 16-22 ต.ค. นี้ จุดเด่นของกองทุนมีหลากหลายประเด็นด้วยกันแต่ประเด็นที่ผมชอบที่สุดคือการที่ทีมจัดการกองทุนตราสารทุนของบลจ.กสิกรไทยมีการไป Company Visit ที่เวียดนามอย่างดุเดือดเข้มข้นมากกกก

 

ตั้งแต่ปี 2016 ทีมงานของบลจ.กสิกรไทยไปร่วมสัมมนาและ Company Visit แล้วกว่า 80 ครั้ง !!! ในฐานะนักลงทุนผมยอมรับเลยว่าหาข้อมูลกันเข้มข้นแบบที่นักลงทุนทั่วไปแบบเราๆทำไม่ได้แน่ๆด้วยข้อจำกัดหลายประการ

 

ตลาดหุ้นเวียดนามถือเป็นตลาดที่มีความน่าสนใจสูงเพราะมีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดเป็นที่หนึ่งในอาเซียน แต่ข้อจำกัดของการลงทุนในตลาดเวียดนามคือความผันผวน และความยากในการหาข้อมูลซึ่งตรงนี้การมีทีมงานของกองทุน K-VIETNAM ก็คงช่วยให้นักลงทุนอย่างเราๆท่านๆสามารถหาโอกาสทำกำไรจากการเติบโตของเวียดนามได้สะดวกสบายและง่ายมากขึ้น

Figure 1: อัตราการเติบโตของ GDP ปี 2017

ข้อมูลจาก Worldbank.org

 

ที่ผ่านมาตลาดหุ้นเวียดนามลงมาพอสมควร ทำให้หุ้นหลายๆตัวกลับมาอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในอาเซียน ในขณะที่คาดการณ์การเติบโตของผลกำไรต่อหุ้นในปี 2019 โตมากถึง 22% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศเกิดใหม่ที่ 7-13% ราคาไม่แพงแต่กลับเติบโตสูงกว่า (ข้อมูลจาก K-VIETNAM Pitch Book)

Figure 2: อัตราส่วนระหว่างราคาหุ้นกับกำไรต่อหุ้นในภูมิภาค

ข้อมูลจาก K-VIETNAM Pitch Book / Bloomberg

 

โครงสร้างประชากรในประเทศเวียดนามเองก็หนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลกำลังมีนโยบายโอนกิจการของรัฐให้กับเอกชน (Privatization) การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างเสถียรภาพการเงิน พูดโดยรวมๆคือราคาหุ้นลงมา แต่พื้นฐานประเทศยังไม่เปลี่ยนแปลง การเติบโตก็ยังมี แล้วแบบนี้ผมเห็นโอกาสลงทุนอะไรบ้างในประเทศเวียดนาม?

 

ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เวียดนามเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาววัยทำงาน

  • ประเทศเวียดนามมีประชากรอายุระหว่าง 15-54 ปี เป็นสัดส่วน 61.8% ของประชากรทั้งหมด ถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน
  • สัดส่วนแรงงานที่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมและบริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศเวียดนามกำลังอยู่ในยุครุ่งเรืองของอุตสาหกรรมและการบริการ

Figure 3: สัดส่วนแรงงานรายอุตสาหกรรม

ข้อมูลจาก www.cia.gov

 

ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจึงสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการเติบโตของการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ของประเทศเวียดนาม

ปี 2013 – 8,900 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2014 – 9,200 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2015 – 11,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2016 – 12,600 ล้านเหรียญสหรัฐ

ปี 2017 – 14,099 ล้านเหรียญสหรัฐ

Figure 4: Vietnam Foreign Direct Investment

ข้อมูลจาก www.statista.com

 

ในปี 2017 ประเทศเวียดนามมีอัตราส่วน FDI ต่อ GDP สูงสุดเมื่อเทียบกับประเทศรอบข้างรวมทั้งประเทศไทย เวียดนามแซงไทย,อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,ฟิลิปปินส์แบบขาดลอย บ่งบอกถึงความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อเวียดนาม อีกหนึ่งปัจจัยที่บ่งบอกว่าเวียดนามเป็นที่นิยมของนักลงทุนเพิ่มขึ้นคือปริมาณการซื้อขายหุ้นต่อวันเพิ่มขึ้น 5 เท่าใน 5 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นว่าตลาดเวียดนามเริ่มมีสภาพคล่องดีขึ้นเรื่อยๆ

 

ข้อมูล FDI ต่อ GDP ของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในอาเซียน

  • เวียดนาม 6.30%
  • ฟิลิปปินส์ 3.20%
  • มาเลเซีย 3.02%
  • อินโดนีเซีย 2.17%
  • ไทย 2%

 

ไม่เพียงแต่นักลงทุนไทยที่สนใจลงทุนในเวียดนามเท่านั้น บริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายๆบริษัทได้ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญในเวียดนามมาหลายปีแล้ว เช่นบริษัทผลิตชิพรายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง Intel ก็ได้ลงทุนในโรงงานมูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาทในปี 2006, บริษัทสัญชาติเกาหลีอย่าง Samsung เองก็ได้ลงทุนตั้งฐานการผลิตมือถือในเวียดนาม โดยรวมแล้วลงทุนไปมากกว่า 5 แสนล้านบาท มีพนักงานมากกว่า 60,000 คน และ บริษัทสัญชาติญี่ปุ่นเองก็เพิ่มการลงทุนจนเป็นกลุ่มบริษัทที่มีการลงทุนสูงสุดในเวียดนามในปี 2017 ญี่ปุ่นลงทุนปีเดียวมากกว่า 290,000 ล้านบาท บริษัทชั้นนำที่เรารู้จักกันดีอย่างโตโยต้าก็มีการลงทุนในเวียดนามแล้ว

Figure 5: การลงทุนในเวียดนามของกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั่วโลก

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ขาดไม่ได้เลยของการพัฒนาประเทศคือการสนับสนุนจากรัฐบาลและระบบการเงินที่มีเสถียรภาพ รัฐบาลของประเทศเวียดนามเข้าใจปัญหาในประเด็นนี้ดี เวียดนามจึงเป็นอีกประเทศที่มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในสัดส่วนต่อ GDP สูงสุดในอาเซียนเทียบเท่าประเทศไทยเลยทีเดียว การลงทุนในสัดส่วนที่สูงจะยกระดับการแข่งขันของประเทศอย่างรวดเร็ว

 

ข้อมูลการใช้จ่ายภาครัฐบนโครงการโครงสร้างพื้นฐาน (% ต่อ GDP) ของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในอาเซียน

  • เวียดนาม 5.50%
  • ไทย 5.50%
  • ฟิลิปปินส์ 4.5%
  • มาเลเซีย 4.0%
  • อินโดนีเซีย 4.7%

 

ระบบการเงินเป็นอีกปัจจัยสำคัญในการลงทุนต่างประเทศ ถ้าค่าเงินไม่มีเสถียรภาพ พอนักลงทุนเข้าไปลงทุนในประเทศอาจจะกำไรจากเงินลงทุนแล้วมาขาดทุนค่าเงินแทนได้ ประเทศเวียดนามถือเป็นตลาด Frontier Market จึงมีความผันผวนสูง แต่ในปัจจุบันเวียดนามมีการพัฒนาเสถียรภาพทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ความผันผวนลดลงจากในอดีตมาก อีกทั้งภาคส่งยังออกเติบโตอย่างแข็งแกร่งเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนดุลบัญชีเดินสะพัดให้เกินดุลต่อเนื่อง เงินทุนสำรองระหว่างประเทศปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้เงินดองเวียดนามยิ่งมีเสถียรภาพสูงขึ้นไปอีก

 

นอกจากนั้นระบบสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยรวมยังลดลงและมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้จัดการปัญหาสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ผ่าน VAMC (กองทุนของรัฐบาลที่ทำหน้าที่ซื้อหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์)

Figure 6: ระดับ NPL ของประเทศเวียดนาม

ข้อมูลจาก www.statista.com

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ทำให้ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจลงทุน โดยมีอุตสาหกรรมหลักๆที่ถือว่าเป็นดาวรุ่งของประเทศเวียดนามถึง 4 กลุ่มด้วยกันคือ

  1. กลุ่มธนาคารพาณิชย์ – เพราะเศรษฐกิจของประเทศที่เข้มแข็ง แนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อสูงจากการผลิตและนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รายได้ค่าธรรมเนียมที่ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมากและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในระบบปรับตัวลดลงและคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำ
  2. กลุ่มอุปโภคบริโภค – รายได้ที่สูงขึ้นของประชากรจากการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ส่งผลให้การบริโภคในประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง
  3. กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ – แนวโน้มการขยายตัวของเมือง (Urbanization) จะปรับตัวสูงขึ้นจากกำลังซื้อที่มาจากเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่ง คอนโดหรูกลางเมืองในเวียดนามหลายๆที่ยังมีราคาต่อตรม.ที่ถูกกว่ากรุงเทพฯมาก
  4. กลุ่มท่องเที่ยว – จำนวนนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตจากการขยายตัวของรายได้ประชากรในประเทศและกำลังซื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ อันนี้คล้ายๆกับประเทศไทย แต่จำนวนนักท่องเที่ยวของเวียดนามยังน้อยจึงมีแนวโน้มเติบโตสูง

 

ศึกษาข้อมูลของประเทศเวียดนามกันแล้วมาดูกันดีกว่าว่ากองทุน K-VIETNAM นี้น่าสนใจอย่างไร?

ตอบโจทย์การลงทุนในเวียดนามยังไงบ้าง?

เริ่มต้นที่ปรัชญาการลงทุน

K-VIETNAM มีปรัชญาการลงทุนที่ชัดเจนและเป็นจุดเด่น 4 ข้อด้วยกันคือ

  • จัดการความเสี่ยงอย่างรัดกุมเพื่อนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีและสม่ำเสมอ สิ่งนี้คือสิ่งที่นักลงทุนทั่วๆไปมักจะละเลยซึ่งก็คือการจัดการความเสี่ยงนี่เอง เมื่อจัดการความเสี่ยงได้ดี โอกาสที่จะขาดทุนหนักๆก็ลดลง เพิ่มโอกาสได้ผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น
  • การหาโอกาสสร้างผลตอบแทนจากสภาวะตลาดที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งต้องใช้ทีมผู้จัดการกองทุนที่มากประสบการณ์รวมไปถึงการติดตามพื้นฐานของหุ้นแต่ละตัว, สภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงและนโยบายรัฐบาลอย่างใกล้ชิด
  • ผสมผสานกลยุทธ์ Top-Down และ Bottom-Up ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายอุตสาหกรรม ข้อนี้ช่วยเติมเต็มการบริหารพอร์ตการลงทุนโดยใช้ข้อดีของกลยุทธ์แบบหนึ่งมากลบข้อเสียของการใช้กลยุทธ์อีกแบบหนึ่ง
  • ยึดถือวินัยและหลักการลงทุนที่ชัดเจนเพื่อลดอคติในการลงทุน ลงทุนอย่างเป็นระบบโดยไม่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง

แล้วนโยบายการลงทุนของ K-VIETNAM ล่ะ?

กองทุน K-VIETNAM เน้นลงทุนโดยตรงในหุ้นเวียดนาม โดยเป็นหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจ หุ้นกลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ รวมถึงการลงทุนจากต่างชาติ

 

กองทุนลงทุนได้ทั้งหุ้น, ETF, กองทุนอสังหาฯ โดยรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 80% ของทรัพย์สินสุทธิของกองทุน กองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล

 

สัดส่วนอีก 20% กองทุนมีโอกาสลงทุนในกองทุนหุ้นทั้งที่มีกลยุทธ์เชิงรุก (Active) ที่เน้นหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ติดข้อจำกัดการถือครองของนักลงทุนต่างประเทศหรือ Foreign Ownership Limit (ทำให้ซื้อได้ยากเลยต้องซื้อผ่านกองทุนแทน) และ กองทุนที่มีกลยุทธ์เชิงรับ (Passive) ที่ลงทุนในประเทศเวียดนาม ทั้งหมดนี้วัตถุประสงค์ก็เพื่อบริหารสภาพคล่องและความเสี่ยงของกองทุนนั่นเอง

 

ทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้การลงทุนในเวียดนามมีความน่าสนใจ แต่การเข้าลงทุนโดยไม่มีข้อมูลและความชำนาญในตลาดหุ้นเวียดนามถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควร ดังนั้นประเด็นที่ต้องระมัดระวังและควรติดตามมีอยู่ 4-5 ข้อ ที่อาจส่งผลต่อความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในระยะสั้น

  1. ความผันผวนของตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนรายย่อยสูง
  2. การพึ่งพาเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติสูง
  3. สงครามการค้าที่อาจส่งผลกระทบกับการส่งออกของเวียดนามได้
  4. ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ (วอลุ่มไม่ค่อยจะมี สภาพคล่องน้อย)
  5. ความผันผวนของค่าเงินดองที่แม้จะดีขึ้นแล้วแต่ยังถือว่าผันผวนอยู่ดี

 

หากลงทุนใน K-VIETNAM ก็จะช่วยลดปัญหาปวดหัวเหล่านี้ไป ให้ทีมงานมืออาชีพเขาดูแลให้เราแทน ส่วนเราในฐานะนักลงทุนก็คอยควบคุมดูแลอยู่ห่างๆ จัดการบริหารเงินให้ดีก็พอ K-VIETNAM ค่อนข้างมีความโดดเด่นหลายข้อ เช่น

  • สร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของหุ้นเวียดนามที่ได้แรงหนุนจากเศรษฐกิจที่ขยายตัว, รัฐบาลที่สนับสนุนและโครงสร้างประชากรที่เหมาะสมกับการเติบโต อันนี้ค่อนข้างชัดผมว่าเวียดนามกำลังพัฒนาแบบเดียวกับที่ไทยพัฒนาเมื่อ 10-20 ปีก่อนครับ
  • มีทีมจัดการบริหารให้ทั้งแบบ Bottom-Up (หาข้อมูลหุ้นรายตัว) และ Top-down (เน้นดูเศรษฐกิจในภาพรวม) อันนี้ดี อย่างผมเองเป็นคนชอบเรื่อง Bottom-Up มากไม่ค่อยชอบ Top-down ถ้ามีทีมงานจัดการให้ก็สะดวกไม่น้อย
  • สุดท้ายที่สำคัญคือมีคนบริหารความเสี่ยงของพอร์ตให้ เคยได้ยินไหมครับว่า “ตัวเรานั่นแหละคือศัตรูที่สำคัญที่สุดของตัวเราเอง” บางทีวางแผนไว้อย่างดี แต่ถึงเวลาทำตามแผนไม่ได้เพราะความกลัว, กังวลจนนอนไม่หลับอะไรแบบนี้ปล่อยให้ทีมงานไปบริหารความเสี่ยงแทน เราเอาเวลาไปพักผ่อน ดูแลสุขภาพ ใช้เวลากับครอบครัวน่าจะดีกว่า

สรุปรายละเอียดการซื้อขายกองทุน K-VIETNAM

  • ลงทุนขั้นต่ำ 500 บาท
  • ค่าธรรมเนียมการจัดการ เก็บจริง 1.61% ไม่เกิน 3.21%
  • ค่าธรรมเนียมการขาย ช่วง IPO คิด 1% หลัง IPO 1.50% ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมซื้อคืน (ปกติ 2%)
  • ซื้อผ่านแอป K-My Funds หรือที่บลจ.กสิกรไทย เพิ่มเติมที่ https://bit.ly/2RCO5bu

 

กองทุน K-VIETNAM เปิดขายช่วง IPO แล้ว วันที่ 16-22 ตุลาคมนี้ อย่าลืมว่าซื้อในช่วง IPO ค่าธรรมเนียมถูกกว่าช่วงปกติถึง 30% แถมยังมี Cash back ทุก 50,000 บาทรับ Cash back 100 บาท (สูงสุด 4,000 บาทต่อท่าน) อีกด้วย

โอกาสลงทุนดีๆมีอยู่เสมออยู่ที่ว่าเรากล้าไขว่คว้ามันหรือไม่? และเรามีวิธีบริหารจัดการกับมันหรือเปล่า? ถ้าคำตอบ คือ ใช่ โอกาสการลงทุนในเวียดนามครั้งนี้เป็นของคุณครับ 🙂

 

Buffettcode feat. KAsset

#KAsset #KVIETNAM #เลือกให้แล้วว่าดี

 

คำเตือน :

  • K-VIETNAM ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม
  • ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน
Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *