ลดดอกเบี้ยไปทำไม กระทบเงินฝากหรือไม่?

ลดดอกเบี้ย

มีคนมาถามเรื่องลดดอกเบี้ยเยอะ วันนี้โพสวันหยุดเอาสรุปเบาๆละกันครับ ^^

กนง.มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% เหลือ 1.25%

1.
วันที่ 6 พย.ที่ผ่านมา ดอกเบี้ยนโยบายของไทยลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดดอกเบี้ยนโยบายจาก 1.5% เป็น 1.25% เพราะเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้

2.
การลดดอกเบี้ยนโยบายจะทำให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากลดลงตามไปด้วย โดยเฉพาะเงินฝากประจำ ถ้าดอกเบี้ยต่ำมากๆ คนก็คงไม่อยากฝากเงินเพราะแทบไม่ได้อะไร ก็จะเอาเงินเหล่านั้นไปลงทุนหุ้น ที่ดิน  คอนโด กองทุนรวม ทองคำแทน ซึ่งจะส่งผลให้หุ้นที่ตกๆอยู่หยุดตกและกลับมาขึ้นได้ คอนโดที่ยอดขายชะลอก็มีโอกาสชะลอน้อยลงหรือกลับมาเติบโตได้

3.
แต่ก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายแล้วธนาคารต้องลดตาม บางครั้งดอกเบี้ยนโยบายไม่ได้ลดแต่ธนาคารลดดอกเบี้ยสินเชื่อก็มี คืออิงกับสภาวะเศรษฐกิจด้วย แต่ครั้งนี้ค่อนข้างชัดคือพอประกาศลดดอกเบี้ยปุ๊ป ธนาคารขานรับทันทีว่าจะช่วยลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง เพื่อช่วยนักธุรกิจ และแน่นอนจะพิจารณาลดดอกเบี้ยเงินฝากทั้งออมทรัพย์และฝากประจำด้วยแหละ

ธนาคารพาณิชย์ประเมินลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้

4.
จากข่าวทั้งกสิกร, ไทยพาณิชย์, กรุงเทพ เริ่มมีแผนในการลดดอกเบี้ยเงินฝากกันแล้ว อย่างธนาคารออมสินเตรียมจะลดดอกเบี้ยเงินฝากในวันขึ้นปีใหม่ ปี 2563 ธนาคารอื่นๆก็คงทยอยตามกันไป ดังนั้นคนฝากเงินเยอะๆเตรียมตัวเลยนะจ๊ะ ฝากให้นานขึ้นเพื่อให้ได้รับดอกเบี้ยมากขึ้นหรือไม่ก็ย้ายเงินไปลงทุนกันแทน

5.
ในมุมของภาคธุรกิจการลดดอกเบี้ยจะลดภาระดอกเบี้ยให้บริษัทต่างๆได้ ใครที่กู้เงินไว้จะจ่ายดอกน้อยลงเพราะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ถ้าขายราคาเดิมก็กำไรมากขึ้นมีเงินไปลงทุนเพิ่มเติม แต่หนี้ของคนทั่วๆไป พวกหนี้บ้าน หนี้รถ หนี้บัตรเครดิตไม่ลดนะครับ เพราะเป็นดอกเบี้ยคงที่

ใครกำลังขอสินเชื่อนี่ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ดอกเบี้ยราคาต่ำลง ใครสามารถรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้านได้ก็ควรทำเพื่อให้ภาระดอกเบี้ยลดลง 

เงินบาทอ่อน ท่องเที่ยวฟื้น

6.
ลดดอกเบี้ยจะช่วยให้อัตราการไหลเข้าของเงินต่างประเทศลดลง นึกภาพคนเอาเงินมาฝากในประเทศเราเพราะที่อื่นดอกเบี้ยต่ำ บ้านเราดอกเบี้ยสูงกว่า พอเราลดดอกเบี้ยเขาก็คงไม่อยากเอาเข้ามา เพราะการเอาเข้ามาในบ้านเราต้องเจอกับความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เงินเข้าน้อยลงจะช่วยให้มีความต้องการเงินบาทน้อยลง เงินบาทที่แข็งค่าอยู่ก็จะอ่อนตัวเป็นประโยชน์กับคนส่งออกและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

7.
ดีกับนักท่องเที่ยวต่างชาติยังไง? นึกภาพฝรั่งเอาเงินมา 10,000 ดอล ถ้าเงินบาทอ่อนอัตราแลกเปลี่ยนที่ 35 บาทต่อ 1 ดอล ฝรั่งจะแลกเงินบาทได้ 10,000×35 = 350,000 บาท แต่ถ้าเงินบาทแข็งแบบในปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนที่ 30 บาทต่อ 1 ดอล ฝรั่งจะแลกเงินบาทได้น้อยลงเหลือ 10,000×30 = 300,000 บาทเท่านั้น หายไป 50,000 บาท ถ้าเทียบประเทศอื่นที่ค่าเงินไม่ได้แข็งค่าขึ้น ก็อาจจะเลือกไปเที่ยวประเทศอื่นมากกว่า

8.
ค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2562 และ 2563 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเป้าหมาย แปลเป็นภาษาคนคือหลายหน่วยงานลงมติกันว่า อนาคตเศรษฐกิจไทยดู “ไม่ค่อยจะดี” อาจเติบโตน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้

ผลกระทบกับการส่งออก สัญญาณอันตราย

9.
ส่งออกหดตัว 11 เดือนติดต่อกัน อันนี้สัญญาณอันตรายเพราะส่งออกถือเป็นสัดส่วน 67% ของ GDP ประเทศไทย ปีไหน GDP ไม่ค่อยโตก็มักจะมีสาเหตุมากจากการส่งออกเนี่ยแหละ การลดดอกเบี้ยช่วยให้เงินบาทอ่อนค่า ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกเองก็ไม่ค่อยจะดีเหมือนกัน จะช่วยให้ฝรั่งซื้อของไทยได้ในราคาถูกล ก็มีโอกาสดันการส่งออกมากขึ้นซึ่งไปช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของ GDP ได้

10.
การขายของส่งออกไม่ได้หรือขายได้แต่น้อยลง ในยุคนี้อันตรายมาก เพราะจะทำให้สต๊อคบวม ทุนจม สินค้าเก่าระบายไม่หมด บริษัทในไทยก็มีโอกาสลดกำลังการผลิตลง ส่งผลให้เกิดการตกงานซึ่งกำลังเกิดขึ้นทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ นึกภาพคอนโดที่สร้างขึ้นมายังขายไม่หมด บริษัทก็ชะลอการเปิดโครงการใหม่ออกไป กระทบบริษัทรับเหมาไปกระทบการว่าจ้างแรงงานต่อ ประมาณนี้

11.
เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องกระทบจำนวนนักท่องเที่ยว เพราะการท่องเที่ยวมีความสำคัญเพราะมีสัดส่วนสูงถึง 17%-20% ของ GDP ปีนึงเรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติถึงปีละ 34 ล้านคน ถ้าลดดอกเบี้ยแล้วเงินบาทอ่อนค่าลงนักท่องเที่ยวก็คงหันมาเที่ยวเมืองไทยกันมากขึ้น

12.
นโยบายการคลังของรัฐบาลก็ดูเหมือนยังแก้ปัญหาได้ “ไม่โดน” เพราะเป็นการกระตุ้นแบบเป็นรอบๆไป ทำได้แค่ประคองกำลังซื้อไว้ไม่ให้ทรุดตัว ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินของฝั่งธนาคารเข้ามาช่วยแทนจึงเป็นต้นเหตุของการลดดอกเบี้ยเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจครั้งนี้ ซึ่งคาดว่ากว่าจะเห็นผลก็เป็นปี

13.
ปัญหาของไทยใหญ่กว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถในการแข่งขัน เทคโนโลยี จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเติบโตช้าลงในอนาคต แม้ลดดอกเบี้ยไปแต่ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจไม่กลับมาก็จะไม่มีใครกล้าขยายธุรกิจ การจ้างงานก็ไม่มา ธนาคารก็ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อ เศรษฐกิจโลกก็อ่อนแอ ไหนจะเจอกับความผันผวนของสงครามการค้าที่คาดว่าจะลากกันยาวๆ

เรือเสียไม่พอ กระแสลมก็ไม่มา คลื่นก็แรง จะสละเรือก็ทำไม่ได้ เขียนไปเขียนมาก็เริ่มเห็นใจรัฐบาลว่าปัญหาเยอะขนาดนี้จะแก้ยังไงละเนี่ย …

ข้อมูลเพิ่มเติม ตามไปอ่านได้ที่เว็บเหล่านี้เลยครับ:
https://www.prachachat.net/finance/news-388744
https://www.efinancethai.com/LastestNews/LatestNewsMain.aspx?release=y&ref=M&id=YWxDaDhYcmRlYms9
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/853519
https://www.matichon.co.th/economy/news_1744768