เพราะอะไร? EEC จะทำให้ เศรษฐกิจไทยโต 5%?

eec

ถ้า EEC ประสบความสำเร็จ SCBEIC ได้ประเมินไว้ว่า EEC จะทำให้ GDP ของประเทศไทยกลับไปเติบโตได้ในระดับสูงถึง5% ภายในปี 2564 เลยทีเดียว (ตอนนี้อยู่ 2.8-3%)

ก่อนจะไปดูข้อมูล EEC ในปี 2563 มาดูกันก่อนว่าเราทำ EEC ไปทำไม เศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกถึงร้อยละ 70% ของ GDP ดังนั้นการส่งออกจึงเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโต

ในปี 2556-2558 การส่งออกของประเทศไทยหดตัว 3 ปีซ้อนในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านขยายเอาๆ สะท้อนถึงศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดลง ดังนั้นการจะผลักดันส่งออกให้โตได้ก็ต้องพยายามหานักลงทุนต่างประเทศให้มาลงทุนสร้างโรงงานผลิตของในบ้านเราแล้วส่งเยอะๆ จึงเป็นที่มาของเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่าง EEC

EEC มีมาตั้งแต่ยุคป๋าเปรม

จริงๆแล้ว EEC ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการต่อยอดโครงการ Eastern Seaboard ที่เกิดขึ้นในปี 2524 แถวๆยุคป๋าเปรม EEC รอบนี้ต่างจากโครงการในอดีตตรงที่มีเม็ดเงินลงทุนเพิ่มขึ้น แผนลงทุนที่รอบด้านกว่าเดิม

ตอนนี้เศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เครื่องจักรเศรษฐกิจเกือบทั้งหมดหยุดชะงัก EEC จึงเป็นความหวังที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตสูงอีกครั้ง

โปรโมชั่นทางเศรษฐกิจ

ทำยังไงให้กลับมาโต? ผมชอบเปรียบเทียบ EEC เหมือนกับเป็น “โปรโมชั่นทางเศรษฐกิจ” ร่วมไปกับการขอ BOI รัฐบาลจะให้สิทธิพิเศษเช่นอัตราภาษีพิเศษให้กับคนที่มาลงทุนในอุตสาหกรรมและพื้นที่ๆรัฐบาลกำหนด มีตั้งแต่การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% 5 ปี, ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล 15 ปี และ ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้บริหาร, ผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน สูงสุด 17%

ผลจะทำให้ประเทศไทยเติบโตไปตามแนวทางที่รัฐบาลอยากจะให้เป็น เช่นตอนนี้ประเทศไทยเริ่มค่าแรงสูงแล้ว ก็ควรจะต้องเน้นนวัตกรรมมากขึ้น รัฐบาลก็จะเซ็ตเงื่อนไขเป็นเรื่องนวัตกรรมเป็นต้น

ตัวอย่างอุตสาหกรรมใหม่ที่รัฐบาลอยากให้คนมาลงทุนตอนนี้ก็เช่น หุ่นยนต์, การบินและโลจิสติก, การแพทย์, เชื้อเพลิงชีวภาพ, ดิจิตอล, การป้องกันประเทศ และการศึกษา

แค่ภาษีถูกอย่างเดียวไม่พอ

อย่างไรก็ตามแค่อัตราภาษีอย่างเดียวอาจไม่จูงใจพอรัฐบาลจึงต้องมีนโยบายอื่นๆร่วมด้วยเช่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งมูลค่าโดยรวมของโครงการทั้งหมดประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี

การลงทุนใน EEC แบ่งเป็นหลายโครงการ มี 5 โครงการที่ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าประมาณ 650,000 ลบ. อยากให้ต่างชาติมาลงทุน อยู่แล้วรวยไม่พอ ต้องสะดวกสบายด้วย ถึงจะยั่งยืน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น โดยมี 5 โครงการที่กำลังจะเสร็จในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ …

ปี 2565 – ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา มูลค่า 10,588 ลบ.
ปี 2566 – รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง และอู่ตะเภา มูลค่า 224,544 ลบ. เริ่มลงทุนปี 2563-2564 รถไฟความเร็วสูงสายนี้น่าจะเป็นสายแรกที่คนไทยได้ใช้
ปี 2566 – สนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก 290,000 ลบ.
ปี 2566 – ท่าเรือแหลมฉบัง มูลค่า 84,360 ลบ. 
ปี 2568 – ท่าเรือมาบตาพุตระยะที่ 3 55,400 ลบ.

นอกจาก 5 โครงการนี้ยังมีการพัฒนาเมืองอีกประมาณ 1.3 ลล.บาท เป็นเมืองการแพทย์ เมืองอุตสาหกรรม เมืองนวัตกรรมและเมืองการบิน

ความรุ่งเรืองของ EEC

โดยปกติพื้นที่ EEC นับว่าเป็นพื้นที่ๆมีสินค้าผ่านมากเป็นอันดับที่ 22 ของโลก หลังจากที่โครงการแล้วเสร็จจะมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีก 470,000 อัตรา หรือราวๆ 3-5% ของการจ้างงานทั้งประเทศ ประชากรในเขต EEC จะเพิ่มจาก 4 ล้านคนไปเป็น 6 ล้านคนในปี 2580 มันจะรุ่งเรืองขนาดนั้นเลย

นับว่าถ้า EEC ประสบความสำเร็จ โอกาสที่ประเทศไทยจะกลับมาเติบโต ส่งออกกลับมาดีก็มีสูง คนไทยจะมีโอกาสได้หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางที่ติดมาแล้วหลายปี

อย่างไรก็ตามกว่าจะเห็นผลเต็มๆของ EEC น่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยๆก็ 2-3 ปี คนธรรมดาอย่างผมคงได้แต่หวังว่าในระยะสั้นๆอย่าให้เศรษฐกิจไทยเป็นอะไรไปก่อน พ่อค้าแม่ขาย นักธุรกิจ จนไปถึงคนเล่นหุ้น ก็คงต้องอดทนเพราะฟ้าหลังฝนมักจะงดงามเสมอ

ใครยังไม่เก็ตว่า EEC เชื่อมโยงกับตลาดหุ้นไทยยังไง กลับไปอ่านตอน 1 ของ สรุปมุมมองตลาดหุ้นไทยปี 2563 ได้นะครับ

แอด LINE
อัพเดทข้อมูลเศรษฐกิจไทย บทความกลยุทธธุรกิจเจ๋งๆ -> rebrand.ly/bfc

ที่มา:
https://eeco.or.th/pr/news/PolicyIntregrationMeetingBigMove
https://mgronline.com/stockmarket/detail/9620000086366
https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/415086?utm_source=tnews&utm_medium=relate_solr
https://www.bangkokpost.com/business/1678012/export-growth-nears-4-year-low
https://www.nationthailand.com/Economy/30338948