โอกาสและผลตอบแทนของกองทุน DIF “กองทุนรวมฯแห่งอนาคต”

โอกาสและผลตอบแทนของกองทุน DIF "กองทุนรวมฯแห่งอนาคต"

โอกาสและผลตอบแทนของกองทุน DIF “กองทุนรวมฯแห่งอนาคต”

วันก่อน แอดเคยสรุปกองทุน DIF กันไปแล้ว วันนี้มาเพิ่มข้อมูลในส่วนการจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ สิทธิของผู้ถือหน่วยลงทุนเดิม และการจองซื้อสำหรับนักลงทุนทั่วไป รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ มาให้ครับ
ใครสนใจก็จดวันกันไว้ให้ดี เตรียมเงินไปจองซื้อกันได้เลยจ้าาาา
DIF กองทุนดิจิทัลไทย ใส่ใจอนาคตชาติ ^^
~จึงแอบบอกมา ณ ที่นี้

แอดมินบัฟเฟตต์โค้ดสายดิจิทัล

‘กองทุน DIF’ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กองแรกในประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน

ชื่อเดิม ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ทรูโกรท (TRUEGIF)’ เตรียมลงทุนเพิ่มเติม ครั้งที่ 3 โดยมูลค่าที่จะเข้าลงทุนในทรัพย์สินกิจการโครงสร้างพื้นฐานประมาณไม่เกิน 55,236 ล้านบาท

DIF จะเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ไม่เกิน 3,831 ล้านหน่วยเพื่อลงทุนใยทรัพย์สินเพิ่มเติม โดยมีมูลค่ารวมของหน่วยลงทุนที่เสนอขายทั้งหมดประมาณไม่เกิน 53,236 ล้านบาท ประมาณการเงินปันผล/หน่วย ช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2561 – 30 มิ.ย. 2562 (หลังลงทุนเพิ่มครั้งที่ 3)

นักลงทุนบุคคลธรรมดาได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากเงินปันผลจนถึงช่วงสิ้นปี 2566 (10 ปีนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน)

จุดเด่นของกองทุน DIF

1. ทรัพย์สินมีขนาดใหญ่และครอบคลุมทั่วประเทศ โดยรูปแบบการลงทุนอยู่ในลักษณะกรรมสิทธิ์หรือเทียบเคียง

2. รายได้ของกองทุนภายใต้สัญญาเช่าระยะยาว โดยมีระยะเวลาการเช่าตามสัญญาเฉลี่ยถ่วงนํ้าหนักตามรายได้ ประมาณ 20 ปี

3. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเกือบทั้งหมดคงที่หรือมีการกำหนดอัตราการเพิ่มไว้แล้ว (เนื่องจากมีสัญญาเช่าระยะยาวรองรับ) ทำให้สามารถคาดการณ์ ผลตอบแทนการลงทุนได้ดีขึ้น และลดความผันผวนของผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

4. สร้างรายได้ โดยมุ่งเน้นที่การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มทรูในฐะนะผู้เช่าหลักและการหาผู้เช่าพื้นที่เพิ่มเติมบนเสาโทรคมนาคมที่สามารถรองรับการเช่าใช้เพิ่มเติม

5. ประสบการณ์ของบริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBAM) ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานชั้นนำของประเทศไทย

6. กองทุนอยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากการขยายโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนไปใช้บริการระบบ 4G LTE และการติดตั้งระบบ 5G ในอนาคต

หน่วยลงทุนใหม่จำนวนไม่เกิน 2,778 ล้านหน่วยจะถูกเสนอขายให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิอัตราการใช้สิทธิในการจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่สำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิ

ส่วนที่เหลือหน่วยลงทุนจำนวนไม่น้อยกว่า 1,053 ล้านหน่วย หรือหากมีหน่วยลงทุนที่เหลือจากการใช้สิทธิโดยผู้ถือหน่วยเดิมที่มีสิทธิจะถูกเสนอขายต่อนักลงทุนทั่วไป โดยในส่วนที่เป็นนักลงทุนรายย่อยจะมีการจัดสรรโดยวิธี Small Lot First

ราคาเสนอขายเบื้องต้นจะเป็นราคา 13.60-13.90 บาทต่อหน่วย โดยผู้จองซื้อทั่วไปจะต้องชำระค่าจองซื้อหน่วยลงทุนที่ราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นคือที่ราคา 13.90 บาทต่อหน่วย

ระยะเวลาจองซื้อหน่วยลงทุน 2-8 พฤษภาคมสำหรับผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิ (PPO) และประชาชนทั่วไปในวันที่ 2-11 พฤษภาคม

ผู้สนใจสามารถจองซื้อผ่านธนาคารไทยพาณิชย์,ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา และธนาคารกรุงเทพทุกสาขายกเว้นสาขาไมโคร

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

SCBAM Investment Advisory

02-777-7777 กด 0 หรือ กด 6 หรือ www.digital-tif.com

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *