เปลี่ยนโลกกับจีนยุคใหม่ ธุรกิจแบบไหนกำลังมา? ข้อมูลจาก TMBCOF

เปลี่ยนโลกกับจีนยุคใหม่ ธุรกิจแบบไหนกำลังมา? ข้อมูลจาก TMBCOF

เปลี่ยนโลกกับจีนยุคใหม่ ธุรกิจแบบไหนกำลังมา? ข้อมูลจาก TMBCOF

 

เปลี่ยนโลกกับจีนยุคใหม่ ธุรกิจแบบไหนกำลังมา? ข้อมูลจาก TMBCOF

ถ้าพูดถึงประเทศจีนเมื่อ 10  ปีที่แล้ว สิ่งที่คิดถึงอาจจะเป็น ของถูก, เสิ่นเจิ้น, มือถือก๊อปเกรด A หรือแม้แต่ห้องนํ้าที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แต่ในวันนี้ความคิดของคนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าพูดถึงประเทศจีนเราคิดถึง Alibaba, รถไฟฟ้าความเร็วสูง, โปรแกรม WeChat และทัวรจีนที่ออกไปทั่วโลกกลายเป็นปรากฏการณ์สร้างโอกาสในการลงทุนให้คนรวยมาแล้วมากมาย

ประเทศจีนไม่ใช่กำลังจะเปลี่ยนแต่เป็นประเทศที่เปลี่ยนไปแล้ว Old China กลายเป็น New China !

ทุกวันนี้อุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนมากที่สุดใน GDP ของจีนคือ Tertiary Industry แปลเป็นไทยคืออุตสาหกรรมตติยภูมิหรืออุตสาหกรรมขั้นสูง

อุตสาหกรรมชั้นสูงเหล่านี้คือกลุ่มบริษัทประเภท Technology, Service, Retail และ Healthcare

Tertiary Industry มีสัดส่วนเกินกว่า 50% ของ GDP จีนโดยอุตสาหกรรมเก่าอย่างโรงงานและการผลิตมีสัดส่วนที่ประมาณ 40% ส่วนพวก Commodity อย่างถ่านหินและนํ้ามันเหลือแค่ 10% เท่านั้น

และถ้าเทียบสัดส่วน GDP ของ Tertiary Industry กับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่าง USA และ Germany ที่มีสัดส่วนที่สูงถึง 78-80% ประเทศจีนเมื่อพัฒนาไปในอนาคตจะมีกำลังซื้อสูงขึ้น ความต้องการธุรกิจอย่างบริการก็จะสูงขึ้นก็ควรจะมีสัดส่วนของ Tertiary Industry สูงเช่นกัน

นอกจากอุตสาหกรรมของจีนที่เปลี่ยนไปจาก Old China เป็น New China แล้ว สัดส่วนการเติบโตของจีนยังมาจากอุตสาหกรรมใหม่ด้วย

โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยระหว่างปี 2010-2015 สูงถึง 26% ต่อปีเกือบ 2 เท่าตัวของการเติบโตของอุตสาหกรรมเก่าที่ 13%

แล้วผลตอบแทนในการลงทุนดีไหม? หากเอาข้อมูลของกองทุน TMBCOF ที่ลงทุนใน UBS China Opportunity Equity Fund ซึ่งเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน New China จะเห็นว่ากองทุนให้ผลตอบแทนถึง 90.4% ในช่วงปี 2012 – 2017 ชนะ MSCI China ที่ให้ผลตอบแทน 31.2% มากถึงเกือบ 2 เท่าตัวเลย

ทีนี้เรามาดูกันว่าแล้วกองทุนลงทุนในอะไรบ้างที่เป็นธุรกิจ New China? ถึงได้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดรวมได้ขนาดนี้ การลงทุนหลักๆเลยก็มี !!!!

Tencent Holdings 9.7% เจ้าของ Application ที่ไม่มีคนจีนคนไหนไม่รู้จัก WeChat หุ้นขึ้นมาประมาณ 700%

TAL Education 9.0% เจ้าของธุรกิจโรงเรียนติวเตอร์รายใหญ่ของจีน หุ้นขึ้นมาประมาณ 800%

Ping An 7.5% เจ้าของธุรกิจประกันรายใหญ่ถือหุ้นโดยกลุ่ม CP ของบ้านเรานี่เอง หุ้นขึ้นมาประมาณ 80%

Alibaba 7.4% อันนี้ผมคงไม่ต้องพูดถึงแล้วเพราะวินาทีนี้ใครๆก็รู้จักAlibaba และ Jack Ma ราคาหุ้นขึ้นจาก IPO มาประมาณ 100%

Baidu 4.2% ผู้นำ Search Engine ในประเทศจีนผู้ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 82% ในขณะที่ Google มีแค่ 10% เท่านั้น ราคาหุ้นขึ้นมาประมาณ 50%

 

ในยุคที่โลกเชื่อมต่อกันทั้งหมด การลงทุนในต่างประเทศจะทำให้เราไม่พลาดโอกาสสำคัญๆที่เป็นเทรนด์ใหญ่ของโลก

ถึงกระนั้นการลงทุนในต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลย ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดในเรื่องของข้อมูล, ภาษาและวัฒนธรรม ตัวช่วยที่เราพอมีคือการลงทุนผ่านกองทุน สิ่งที่คนธรรมดาๆทำได้คือการมองเทรนด์และภาพใหญ่ที่เราเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคต โดยปล่อยเรื่องของภาพเล็กและการประเมินมูลค่าหุ้นให้กับผู้จัดการกองทุนเป็นคนดูแลแทนก็ดูเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

 

แต่ๆๆๆๆการลงทุนในจีนก็ไม่ได้มีแต่โอกาสเพียงอย่างเดียวนะครับ ความเสี่ยงก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน

เพราะประเทศจีนเป็นประเทศที่มีหนี้ของภาคเอกชน(โดยไม่รวมสถาบันการเงิน)สูงถึงประมาณ 225% ต่อ GDP

แต่หนี้เหล่านั้นก็ถูกรองรับอยู่ด้วยฐานเงินออมในประเทศที่สูงถึง 50% สูงกว่าเกาหลี, มาเลเซีย รวมไปถึงประเทศไทยด้วย

ดังนั้นหนี้จะเป็นปัญหาแต่น่าจะยังไม่ใช่ในระยะใกล้ๆนี้

 

หากจะต้องเขียนเรื่องหุ้น New China  ทั้งหมดผมคงต้องเขียนเป็นไตรภาคแบบ Harry Potter เลยล่ะครับ

เอาเป็นว่าผมสัญญาว่าจะเขียนมาให้อ่านกันเรื่อยๆ เตรียมติดตามตอน 2-ตอน 3 กันได้เลยครับ

แล้วเราจะมาลุยเมืองจีนไปด้วยกัน 🙂

 

ติดตามกันต่อในเพจ Buffettcode นะครับ ^^

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *