10 บทเรียนจากซูชิ จิโร่

ซูชิจิโร่

10 บทเรียนจากซูชิ จิโร่

 

ช่วงหลังๆมานี่ประเทศญี่ปุ่นคือสถานที่ๆเรียกได้ว่าฮอตมากกกกกก แทบจะสำหรับทุกๆคนที่ผมรู้จักเลย ไม่ว่าใครก็อยากไปญี่ปุ่น ไม่ว่าจะด้วยเพราะสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงาม อาหารที่ถูกปาก บรรยากาศความเป็นญี่ปุ้นนนนญี่ปุ่น และยังมีคนญี่ปุ่นที่ค่อนข้างมีระเบียบและถนนหนทางที่ปลอดภัยอีกด้วย ผมเองก็ต้องขอบอกว่าแอบเป็นแฟนพันธุ์แท้ญี่ปุ่นอีกคน เริ่มจากการชอบกินอาหารญี่ปุ่น ศึกษาธุรกิจของญี่ปุ่นจนลํ้าไปถึงแนวคิดและปรัชญาการใช้ชีวิตของชาวญี่ปุ่น ซึ่งหลายๆครั้งทำให้ผมต้อง “Wow” ในใจ หนึ่งในอาหารที่ผมชอบที่สุดคือซูชิ และซูชิที่ไม่ว่าใครๆก็รู้จักก็คือ ซูชิ จิโร่ ชื่อดังที่แม้แต่การจองโต๊ะยังใช้เวลานานถึง 8 เดือน !!! แน่นอนครับจนถึงวันนี้ผมยังไม่มีโอกาสไป TT แต่แม้ไม่ได้ไปผมก็ขอดูหนัง Documentary ของปู่ จิโร่ ซะหน่อยเพิ่มความอิน แต่พอดูเสร็จแล้วก็ประทับใจในแนวคิดของปู่แกมากๆครับ ผมรู้สึกว่าแกเหมือนวอร์เรน บัฟเฟตต์แห่งวงการซูชิเลยทีเดียว เลยเป็นต้นเหตุให้ผมมาเขียนบทความชาบู….เอ้ยยยย ไม่ใช่บทความเกี่ยวกับบทเรียนที่ผมได้เรียนรู้จากลุงจิโร่มา หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ ส่วนหนัง Documentary เรื่องนี้เป็น A Must ที่ต้องดูเลยครับ เนื้อเรื่องเนือยๆหน่อยแต่สิ่งที่จะได้เรียนรู้นั้นมันมีมากเหลือเกินจริงๆ

 

Jiro Dream of Sushi

 

1. Perfect ไม่ใช่ดีที่สุดแต่คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ จิโร่ แม้ตัวเขาเองจะใฝ่หาความ “สมบูรณ์แบบ” อยู่ตลอดเวลาแต่จะมีใครล่ะที่จะบอกเขาได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่า “สมบูรณ์แบบ” นั้นดังนั้นเขาจึงพัฒนาสิ่งที่เขาทำอยู่ทุกวัน สรรหาสิ่งที่ทำให้ “ดีกว่า” ตลอดเวลา ในสมัยหนุ่มๆจิโร่ต้องเผชิญกับคู่แข่งมากมายแต่ตัวเขาเองกลับรู้สึกขอบคุณเพราะถ้าไม่มีคู่แข่งเหล่านั้นเขาเองอาจจะไม่ได้พัฒนาได้มาไกลและเร็วถึงขนาดนี้

จิโร่

2. เปิดใจและไม่ยึดติด

เคยมีปรมาจารย์ด้านซูชิบอกว่าเพราะซูชิมีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน ดังนั้นถ้ามีจะพัฒนาได้อีกคนรุ่นก่อนๆก็คงพัฒนาไปจนหมดไม่เหลือพื้นที่ให้พัฒนาให้ดีกว่าได้อีกต่อไปแล้ว แต่จิโร่ ไม่คิดเช่นนั้นเขาเองยังคงพัฒนาเมนูใหม่ๆให้เข้ากับยุคสมัย, สถานการณ์ของวัตถุดิบที่ขาดแคลนและรสนิยมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอๆ และแม้แต่กระบวนการทำซูชิเขาเองก็ได้คิดค้นกระบวนการใหม่ๆขึ้นมาเช่นการนวดปลาหมึกก่อนเพื่อให้ปลาหมึกนุ่ม หรือการเสริฟซูชิในขณะที่ยังร้อนเพื่อให้มีกลิ่นหอมออกมาชวนน่ารับประทาน จิตใจที่เข็มแข็งที่สุดแท้จริงนั้นคือจิตใจที่เปิดกว้างนั่นเอง

 

3. ความพิเศษบางครั้งก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมีอะไร “พิเศษ”

ความพิเศษหลายๆครั้งเกิดจากการฝึกฝนอย่างหนักทำเรื่องที่ดูธรรมดาๆต่อเนื่องยาวนานหลายปีจนเกิดความชำนาญและกลายเป็นความพิเศษในที่สุด ในหนังเราจะเห็น โยชิคาสุ ซึ่งเป็นลูกชายของจิโร่ นั่งย่างสาหร่ายเองด้วยวิธีดั้งเดิมอยู่แม้ตัวเขาเองจะเป็นเชฟซูชิระดับสูงแล้วก็ตาม ความลับของความสำเร็จหลายๆครั้งก็ไม่ได้เป็นความลับอะไรเป็นเพียงแค่การใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่องทุกวันและทำสิ่งที่ทำอยู่อย่างจริงจัง พรสวรรค์หลายๆครั้งไม่สำคัญเท่าพรแสวง

จิโร่

4. ตกหลุมรักและทุ่มเทชีวิตให้กับงาน

จิโร่รักและทุ่มเทในงานของเขามาก การลาพักร้อนสำหรับเขานั้นคิดว่ายาวนานเกินไป ใน 1 ปีแทบจะไม่มีวันที่เขาไม่อยู่ร้านเลย และแม้ว่าจะออกไปธุระก็จะรีบกลับมาโดยเร็ว นอกจากนั้นจิโร่ ยังเป็นคนที่ชื่นชอบการกินอาหารชั้นยอดเป็นอย่างมาก เขาคิดว่าการจะเป็นเชฟที่ดีทำอาหารที่อร่อยได้นั้นจะต้องรู้จักรักที่จะกินอาหารที่อร่อยเช่นกัน ทำในสิ่งที่เรารักแล้วทุกๆวันจะไม่ใช่วันทำงานแต่เป็นวันแห่งความสุข

 

5. ความสุดยอดอยู่ในรายละเอียด

จิโร่ให้ความสำคัญกับรายละเอียดมากๆ ถ้าลูกค้าเป็นผู้หญิงเขาจะปั้นซูชิให้เล็กลงหน่อยเพื่อให้ลูกค้าผู้หญิงกันได้ง่ายๆ แม้แต่รูปแบบของร้านที่ลูกของเขาไปเปิดก็เป็นเหมือนกับร้านของเขาเป๊ะๆเพียงแต่กลับข้างกันเพราะเขาและลูกนั้นถนัดใช้มือคนละข้างกัน God is always in detail !

 

6. ทีมงานอันยอดเยี่ยม

นอกจากตัวจิโร่ เองแล้วเขายังมีลูกและพนักงานคนอื่นๆที่ถือว่าเป็น Shokunin (ช่างฝีมือ)  จิโร่สอนการทำซูชิฟรีๆแต่ต้องฝึกกับเขาถึง 10 ปีโดยเริ่มต้นจากการบิดผ้าร้อนที่ต้องให้แขกใช้เช็ดมือก่อน การบิดผ้าร้อนจะทำให้มือของพนักงานใหม่ๆถูกลวกจนบวมและลอกเป็นการทดสอบความอดทนของ “เด็กใหม่” คนนี้ไปในตัวและเลือกสรรเฉพาะคนที่มีใจรักและตั้งใจจริงเท่านั้น ซูชิในร้านเสร็จมา 95% แล้วก่อนถึงมือจิโร่ ดังนั้นทีมงานของเขาจึงเป็นส่วนสำคัญมากๆ ส่วนการเลือกซื้อวัตถุดิบนั้น  จิโร่เองก็โหดไม่แพ้กัน เขาเลือกทำงานกับคนที่ดีที่สุดเท่านั้น อย่างคนขายปลาที่ซื้อเฉพาะปลาที่ดีที่สุดเท่านั้นถ้าไม่ได้ก็ไม่เอายอมไม่มีขาย หรือคนขายข้าวที่รู้และเข้าใจรายละเอียดของข้าวลึกซึ้งมากจนแม้แต่ตัวจิโร่ เองยังเคยคิดว่าเขาโม้รึเปล่า

 

7. ความสมํ่าเสมอ

ในการให้ Michelin star ร้านอาหารนั้นๆจะถูกประเมินใน 3 หัวข้อด้วยกันคือ คุณภาพ, ความเชี่ยวชาญและความสมํ่าเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่ยากที่สุดคือความสมํ่าเสมอนี่เอง ก่อนที่จิโร่ จะได้ Michelin 3 ดาวนั้นทีมงานของ Michelin ได้ไปที่ร้านเขาหลายครั้งบางครั้งก็เป็นโยชิคาซุ ลูกของเขาทำแต่ก็ยังคงคุณภาพที่สมํ่าเสมอได้ ความสำเร็จครั้งใหญ่มักจะมากจากก้าวเล็กๆที่ละก้าวที่สมํ่าเสมอครับ

 

8. ประเมินตนเองอย่างหนัก

จิโร่ประเมินตัวเขาเองอย่างโหดร้ายเขาไม่เคยคิดว่าซูชิของเขาดีพอไม่เคยพอใจเลยทำให้เขาไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาทั้งซูชิและตัวเขาเอง แม้แต่ลูกๆของเขาที่มาช่วยงานที่ร้านเขาก็ค่อนข้างที่จะเคร่งกับพวกเขามากกว่าพนักงานคนอื่น เขาคาดหวังให้ลูกของเขาทำได้ดีกว่าเขาอย่างน้อย 2 เท่าถึงจะเรียกได้ว่าดีพอ พนักงานที่เคยทำงานกับจิโร่ ได้เล่าถึงความจริงจังของเขาไว้ว่า แม้จิโร่จะตายไปก็คงจะกลายเป็นผีกลับมาเฝ้าคุมลูกๆทำร้านซูชิของเขาต่อไป หลายๆครั้งศัตรูที่อันตรายที่สุดก็คือความหลงตัวเองของตัวเรานี่เองครับ

จิโร่

9. ระเบียบวินัย

จิโร่เป็นคนที่มีระเบียบวินัยมาก เขาตื่นเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน แต่งตัวเดิมๆ ขึ้นรถไฟสายเดิม ที่ประตูเดิมๆและนั่งที่นั่งในขบวนเดิมทุกวัน ระเบียบวินัยทำให้เขาไม่ต้องสูญเสียพลังงานอันมีค่าของเขาไปกับการทำอะไรที่ไม่จำเป็นต้องทำเพื่อที่เขาจะได้ทุ่มเทอยู่กับงานที่สำคัญจริงๆเท่านั้น ลองนึกย้อนไปดูนะครับว่าวันนี้เราทำอะไรมาบ้าง และอะไรกันแน่ที่จำเป็นต่อชีวิตเราจริงๆ

จิโร่

10. ปรัชญาของจิโร่ โดยรวมแล้วซูชิของเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและปรัชญาการทำซูชิของตัวเขาเองที่มีมาตรฐานสูงมากจนแทบจะบอกได้ว่าลูกค้าที่มากินที่ร้านของจิโร่ ไม่ได้มาซื้อซูชิแต่ซื้อปรัชญาของตัวจิโร่ เองตะหาก ร้านของเขาจึงมีความโดดเด่นในทุกรายละเอียดเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ หากเราเองกำลังทำธุรกิจขอให้ดูให้ดีว่าสิ่งที่ลูกค้าซื้อคืออะไร? คือสินค้าของเราหรือแนวคิดของเรากันแน่?

 

ปัจจุบันปู่จิโร่ ไม่เป็นเพียงคนขายซูชิ แต่เพราะความทุ่มเทและใส่ใจของเขาตลอด 60 ปีที่ผ่านมา ทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศให้เขาเป็นถึง “Living Treasure” หรือสมบัติลํ้าค่าที่ยังมีชีวิตอยู่ของประเทศเลยทีเดียวเชียว เห็นแล้วผมก็นึกถึงตอนปู่บัฟเฟตต์ได้เหรียญเสรีภาพ (Medal of Freedom) จากโอบาม่าก็คงมีคุณค่าคล้ายๆกัน ผมมองว่าที่เขาทั้งสองคนได้รับรางวัลเหล่านี้ไม่ใช่เพราะว่าทำซูชิอร่อยหรือลงทุนเก่งเพียงอย่างเดียวแต่เป็นเพราะเขาทั้งสองได้ทิ้ง “มรดก” ทางความคิดได้ทิ้ง “แรงบัลดาลใจ” อันลํ้าค่าให้กับคนรุ่นหลังๆสืบทอดต่อไปด้วยครับ

 

ติดตามเรื่องราวการลงทุนและธุรกิจดีๆได้ที่เพจ BUFFETTCODE

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *