สรุปวิกฤต Toys “R” Us จบไม่จบ?

สรุปวิกฤต Toys “R” Us จบไม่จบ?

สรุปวิกฤต Toys “R” Us จบไม่จบ?

 

ประเด็นหลักๆที่คนคิดว่าทำให้ Toys R Us ต้องยื่นเอกสารเข้าสู่กระบวนการล้มละลายคือหนี้สินมหาศาลและการแข่งขันจากค้าปลีกรายใหญ่อย่าง Walmart และ Amazon แต่ในความเป็นจริงแล้วปัญหาของ Toys R Us มีมากกว่านั้น ในอดีต Toys R Us เคยเป็นอาณาจักรแสนสนุก ของเด็กๆและผู้ชื่นชอบของเล่นแต่ในปัจจุบัน Toys R Us ไม่ต่างอะไรกับโกดังขายของเล่นขนาดใหญ่ที่ไร้จิตวิญญาณและน่าเบื่อ ผลของการล่มสลายของ Toys R Us ก็ไม่ใช่แค่ส่งผลถึงเด็กๆแต่จะกระทบไปถึงบริษัทที่ทำ Lego, Barbie และ Transformer ด้วย เพราะบริษัทเหล่านี้มียอดขายผ่าน Toys R Us ถึงประมาณ 10%

Toys R Us ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Carles Lazarus โดยเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทขายเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์สำหรับเด็ก จนถึงปัจจุบัน Toys R Us คือความสุขของเด็กๆมากว่า 69 ปี

 

ปี 2000 Toys R Us เซ็นสัญญาขายของเล่นกับ Amazon.com ดีลของ Toys R Us ครั้งนั้นถือเป็นดีลแรกๆของการร่วมมือกันทำการค้าแบบ “Click & Mortar” แต่หลังจากนั้นไม่นาน Amazon ก็ปล่อยให้คนขายของเล่นรายอื่นขายของเล่นผ่านเว็บของตน ด้วยข้ออ้างว่า Toys R Us สต๊อคของน้อยเกินไปทำให้ Amazon เสียโอกาสในการขาย

 

ปี 2004 Toys R Us ฟ้อง Amazon ว่าผิดสัญญาและชนะคดี ได้รับสิทธิในการทำเว็บขายของเล่นออนไลน์ด้วยตัวเองได้

 

ปี 2005 Toys R Us ถูกซื้อจากการร่วมลงทุนของ 3 บริษัทคือ KKR บริษัทซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมทางการเงิน, Bain Capital บริษัทที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านค้าปลีกและ Vornado Realty Trust บริษัทของมหาเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ ทั้งสามบริษัทเข้าซื้อ Toys R Us ด้วยมูลค่าประมาณ 6,600 ล้านเหรียญ โดยกว่า 5,300 ล้านเหรียญเป็นเงินกู้ เป็นเงินของสดจริงๆเพียง 1,300 ล้านเหรียญ

 

ปี 2006 Toys R Us ตั้งเว็บไซต์ขายของเล่นขึ้นมาเองแต่ก็สายเกินไปแล้ว Toys R Us กับร้านหนังสือชื่อดังของสหรัฐฯ Border ทำเรื่องผิดพลาดเหมือนกันคือการ “หยิบยื่นธุรกิจแห่งอนาคต” ให้กับ Amazon ถึงสุดท้ายจะกลับลำมาทำเองในที่สุด แต่ก็สู้ Amazon ไม่ได้เพราะทำเรื่อง Online แซงหน้าไปไกลแล้ว

 

ภายใต้การบริหารของกลุ่มทุนใหม่ Toys R Us ลงทุนเป็นเงินมากกว่า 250 ล้านเหรียญทุกปีในการขยายสาขาไปทั่วโลก และสร้างแบรนด์ใหม่ Babies R Us แต่ที่น่าตั้งคำถามคือมีค่าใช้จ่ายค่าที่ปรึกษาที่ Toys R Us ต้องจ่ายให้กับบริษัทของผู้ถือหุ้นใหม่ทั้ง 3 อีกประมาณปีละ 183 ล้านเหรียญ ( จากการประเมินของ Forbes ) ค่าที่ปรึกษาสูงเป็น 2/3 ของเงินลงทุนที่ใช้ในการขยายสาขา ถ้าปรึกษาแล้วสำเร็จก็พอว่าแต่นี่กลับแย่ลง แม้ผู้ถือหุ้นทั้ง 3 จะเป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” ในแต่ละสาขาแต่ก็ไม่สามารถช่วยให้ Toys R Us ฝ่าวิกฤตไปได้

 

ปี 2017 Toys R Us ขาดทุน 164 ล้านเหรียญในไตรมาส 2 ปี 2017 ยอดขายสาขาเดิมลดลง 4.1% ซํ้าไปกับปัญหาหนี้มหาศาล Toys R Us รู้ดีถึงวิกฤตต้องดิ้นให้ถึงที่สุด ไตรมาสที่ Toys R Us ขายดีที่สุดคือไตรมาส 4 ของทุกปีโดยมียอดขายถึง 40% ของยอดขายทั้งหมด Toys R Us ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีลมหายใจรอดไปถึงตอนนั้น

 

Supplier ของ Toys R Us เริ่มรู้สึกถึงสถานการณ์อันตรายมาก่อนหน้านี้ หลายๆรายปฏิเสธที่จะส่งสินค้าและให้ Credit Toys R Us เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหาก Toys R Us ล้ม พวกเขาคงไม่ได้เงิน เงื่อนไขเดียวที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับ Supplier คือ Toys R Us ต้องจ่ายเงินสดให้ Supplier เท่านั้น แต่ปัญหาคือ Toys R Us ไม่มีเงิน

 

สัญญาณของการล้มละลายเริ่มมีมาก่อนหน้านี้แล้ว 2 ปีก่อน Toys R Us ปิดสาขาที่มีค่าเช่าแพงอย่าง New York และเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาก็ปิดสาขา Times Square ลงด้วย ทั้ง 2 สาขาเป็นสาขาที่ขายดีมากการที่ Toys R Us ยอมปิดทั้ง 2 สาขานี้แปลว่าปัญหาด้านการเงินคงสาหัสจริงๆ และแม้ Toys R Us จะยังเหลือสาขาอีกกว่า 1,600 สาขาแต่ก็เป็นสาขาที่เก่าที่ต้องปรับปรุง ยอดขายมีกำไรแต่ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 

สุดท้าย Toys R Us จึงตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการล้มละลายเพื่อพยายามประนอมหนี้อาจจะฟังดูเหมือนน่ากลัวแต่ถ้าลองศึกษาในรายละเอียดจะรู้ว่า Toys R Us จะไม่ล้มละลายง่ายๆด้วยสาเหตุ 2-3 ประการ

 

สาเหตุแรก ในสัญญาเงินกู้ได้มีการระบุไว้ว่าแม้จะอยู่ในกระบวนการล้มละลาย Toys R Us ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ ส่วนผู้ถือหุ้นหลักที่เคยเก็บค่าที่ปรึกษาจาก Toys R Us ก็ยินยอมที่จะลดค่าที่ปรึกษาแถมยังออกค่าธรรมเนียมของการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายให้อีกด้วย ดูเหมือนใจดีแต่จริงๆคือถ้า Toys R Us ล้มละลายเงินลงทุนของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้ง 3 บริษัทย่อมกลายเป็น 0 พวกเขาจึงต้องทำทุกวิถีทางให้ Toys R Us รอด

 

สาเหตุที่สอง บริษัทผู้ผลิตของเล่นรายใหญ่อย่าง Lego, Hasbro ผู้ผลิต Transformer และ Mattel ผู้ผลิต Barbie ก็มีแนวโน้มที่จะเข้ามาช่วยเหลือไม่ให้ Toys R Us ล้ม ถ้าหาก Toys R Us ต้องปิดตัวลงบริษัทของพวกเขาก็ต้องตกที่นั่งลำบากเพราะจะโดนทั้ง Amazon และ Walmart บีบมากขึ้น พวกเขาได้ประกาศช่วยเหลือ Toys R Us ในเรื่องของราคาเพื่อสู้กับ Amazon และ Walmart ในกรณีที่สามารถออกจากแผนล้มละลายได้ และจริงๆแล้วธุรกิจของ Toys R Us เองก็กำลังดีขึ้นด้วย กำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นเรื่อยๆ (กำไรจากการดำเนินงานคือกำไรที่ยังไม่โดนหักดอกเบี้ยและภาษีจ่าย)

ปี 2014 – ขาดทุนประมาณ​ 380 ล้าน

ปี 2015 – กำไรประมาณ 200 ล้าน

ปี 2016 – กำไรประมาณ 400 ล้าน

ปี 2017 – คาดว่าจะมีกำไร 470 ล้าน (ถ้าหักภาษีกับดอกเบี้ยด้วยก็น่าจะขาดทุน)

สาเหตุที่สาม J.P. Morgan และสถาบันการเงินอื่นๆได้เข้ามาปล่อยเงินกู้ให้กับ Toys R Us เพื่อใช้ในการดำเนินงานระหว่างที่บริษัทอยู่ในกระบวนการล้มลาย ดังนั้นสถานการณ์ขาดแคลนเงินสดอย่างรุนแรงน่าจะบรรเทาลงไปได้บ้าง

 

ปัจจุบัน Toys R Us มียอดขายปีละ 11,000 ล้านเหรียญ ส่วน Amazon มียอดขายของเล่นประมาณ 4,000 ล้านเหรียญ Toys R Us ยังถือว่าใหญ่กว่า Amazon และทิ้งห่างมากพอสมควรในเรื่องของเล่น ถ้ายังไม่เจ๊งไปเลยก็น่าจะยังแก้ไขได้บ้าง ปัญหาครั้งนี้ของ Toys R Us จึงดูเหมือนจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์อยู่ ยิ่งถ้า Toys R Us สามารถเจรจาเรื่องหนี้สินได้สำเร็จและหันกลับมาปรับปรุงร้านให้ดีขึ้นก็มีโอกาสกลับมาดำเนินธุรกิจอย่างปกติได้สูงมาก

 

เจ้าของร้านของเล่นเล็กๆรายหนึ่ง ได้พูดถึงการแข่งขันของร้านขายของเล่นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เขาจึงต้องปรับตัว ทำกิจกรรมบ่อยๆ หาสินค้าใหม่ๆแปลกๆเข้าร้านอย่างสมํ่าเสมอ และปล่อยให้เด็กๆได้ทดลองเล่นของเล่นได้ ร้านของเขาจึงกลายเป็นศูนย์รวมของเด็กๆและผู้ปกครองในละแวกนั้น ประสบการณ์แบบนี้แม้แต่ Amazon ก็ทำไม่ได้และนี่คือเหตุผลที่ทำไมร้านขายของเล่นของเขายังอยู่รอดได้ ต่างกับ Toy R Us ที่ไม่เคยพัฒนาอะไรเลย

 

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดในสรุป Toys R Us ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องหนี้แต่คือเรื่องการแสวงหากลยุทธที่เหมาะสมกับธุรกิจที่ทำและสร้างความได้เปรียบคู่แข่งในจุดที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้ “อะไรที่เราทำได้และคู่แข่งทำไม่ได้” ความสำเร็จหลายๆครั้งอาจเริ่มต้นด้วยคำถามที่เรียบง่ายกว่าที่คิด

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ :

https://www.forbes.com/sites/laurengensler/2017/09/19/toys-r-us-bankruptcy/#29fcb261574

https://www.fool.com/investing/2017/09/22/what-went-wrong-with-toys-r-us.aspx

https://www.forbes.com/sites/nathanvardi/2017/09/19/the-big-investment-firms-that-lost-1-3-billion-on-the-toys-r-us-bankruptcy/#399417d8308f

http://www.telegraph.co.uk/business/2017/09/23/trouble-toy-town-time-grow-toys-r-us-lego/

https://www.forbes.com/sites/laurengensler/2017/09/19/toys-r-us-bankruptcy/#29fcb261574a

https://www.forbes.com/sites/parmyolson/2017/09/19/toys-r-us-chapter-11-amazon/#144fd2512c50

https://www.bloomberg.com/news/articles/2017-09-20/toys-r-us-lives-on-because-mattel-and-hasbro-can-t-let-it-die

https://www.washingtonpost.com/business/economy/why-neighborhood-toy-stores-are-thriving-while-toys-r-us-goes-bankrupt/2017/09/22/2f1e2b54-9d48-11e7-9083-fbfddf6804c2_story.html

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *