สรุปอาณาจักรอาหารญี่ปุ่น “พันล้าน” ZEN หุ้น ZEN กำลังเข้าตลาดหุ้น

หุ้น Zen

สรุปอาณาจักรอาหารญี่ปุ่น “พันล้าน” ZEN

หุ้น Zen กำลังเข้าตลาดหุ้น

 

ถ้าพูดถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันดีก็คงหนีไม้พ้น Fuji กับ ZEN

 

มาถึงตอนนี้ ZEN กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้คนไทยทุกคนร่วมซื้อหุ้นเป็นเจ้าของบริษัทนี้ได้

มาดูข้อมูลกันว่าธุรกิจของ ZEN จะเติบโตอย่างไร? ZEN กับ Fuji เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

 

หากดูเผินๆที่ธุรกิจ จะเห็นว่าทั้งสองทำธุรกิจคล้ายกัน Fuji เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่เน้นเปิดสาขาในห้าง ZEN ก็เช่นกัน

 

คุณสุทธิเดช จิราธิวัฒน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง ZEN เองก็เคยเป็นหุ้นส่วนของ Fuji มาก่อนดังนั้นจึงไม่แปลกถ้าทั้ง 2 กลุ่มจะมีความคล้ายกันมากๆ

 

ดูในมุมมองของรายได้ปี 2017 ก็ถือว่าไม่หนีกันมาก

กลุ่ม Fuji มีรายได้ที่ 3,136 ลบ.

กลุ่ม ZEN มีรายได้ที่ 2,515 ลบ.

 

แต่ถ้าดูในมุมของจำนวนสาขา จะเริ่มเห็นความแตกต่าง

กลุ่ม Fuji มีสาขารวม 125 สาขา

เป็นร้าน Fuji 97 สาขา Coco Ichibanya 28 สาขา

 

กลุ่ม ZEN มีสาขารวม 237 สาขา

เป็น ZEN 42 สาขา ร้านอาหารอื่นๆอีก 195 สาขา

 

แม้จำนวนสาขาของ ZEN จะน้อยกว่า แต่จำนวนสาขาโดยรวมของร้านอาหารทั้งกลุ่มเยอะกว่ามาก

 

กลุ่ม Fuji และ ZEN มีกลยุทธการขยายธุรกิจต่างกันพอสมควร

Fuji เน้นทำร้านอาหารญี่ปุ่น ขยายสาขาด้วยตัวบริษัทเอง มีแบรนด์หลัก 2 แบรนด์คือ Fuji และ ร้านแกงกระหรี่ Cocoichibanya เน้นตลาดคนชอบอาหารญี่ปุ่น ระดับกลาง

 

ในขณะที่กลุ่ม ZEN เน้นเป็น Multi-brand มากๆ มีหลากหลายแบรนด์ อาหารกลายประเภท แต่ละแบรนด์จับกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันไป

 

  • ZEN มี 42 สาขา เน้นคนชอบอาหารญี่ปุ่นที่มีความพรีเมี่ยมขึ้นมาหน่อยนึงเมื่อเทียบกับ Fuji (ตามที่อ่านมาเขาว่าอย่างงั้นนะ แต่ผมว่าหลังๆก็ไม่ได้ต่างกันมาก)
  • AKA ร้านอาหารญี่ปุ่นปิ้งย่าง 16 สาขา ทำรายได้ 516 ลบ.
  • On The Table ร้านอาหาร Lifestyle มีทั้งอาหารไทย,ญี่ปุ่น,ฝรั่ง 17 สาขา ทำรายได้ 362 ลบ.
  • ตำมั่ว ร้านอาหารอีสานที่ ZEN ไปซื้อมา 110 สาขา ทำรายได้ประมาณ 300 – 320 ลบ.

 

จะเห็นว่ากลุ่มตลาดของร้านอาหารเครือ ZEN หลากหลายกว่า Fuji พอสมควร

ระดับราคาก็มีตั้งแต่จานละไม่ถึง 100 ไปจนถึง 200-300 บาทก็มี

 

จุดเด่นที่ ZEN แตกต่างจาก Fuji อย่างเห็นได้ชัดคือการมีร้านอาหารอีสาน “ตำมั่ว” อยู่ในกลุ่มด้วย

 

อาหารอีสานเช่นส้มตำเป็นอาหารราคาไม่แพง กินได้บ่อยๆ กินได้ทุกวัน นอกจากนั้นยังไม่ต้องใช้ความชำนาญมากเท่าอาหารญี่ปุ่น ทำให้มีปัญหาเรื่องบุคลากรน้อยกว่า ขยายธุรกิจได้รวดเร็ว ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ ตำมั่ว เหมาะกับการเป็นธุรกิจแฟรนไชส์

 

ร้านตำมั่วที่เป็นของบริษัทจริงๆมีแค่ 13 สาขาเท่านั้น ที่เหลืออีก 97 สาขาเป็นร้านแฟรนไชส์ในไทย 94 สาขา ลาว,พม่า,กัมพูชา อีกประเทศละ 1 สาขา

 

ล่าสุดกลุ่ม ZEN ประกาศขยายสาขาของร้านอาหารในเครือฯ เป็น 700 สาขาใน 3 ปี โดยแบ่งเป็น ของบริษัทเอง 200 สาขา แฟรนไชส์ 500 สาขา ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก

 

นอกจากเรื่องกลยุทธการเติบโตด้วยการขยายสาขาแฟรนไชส์อย่างดุเดือดแล้ว สิ่งที่น่าสนใจในการขยายของกลุ่ม ZEN ครั้งนี้คือเรื่องขนาดของตลาดด้วย

 

ตลาดอาหารญี่ปุ่นมีมูลค่า 18,000 ลบ. ถือเป็นตลาดอาหารที่ใหญ่ที่สุดของไทยตลาดหนึ่ง

ตลาดอาหารอีสานมีมูลค่า 16,000 ลบ. อาหารไทยๆบ้านๆ กลับมีมูลค่าตลาดที่ใหญ่ไม่แพ้อาหารญี่ปุ่น

 

ของคุ้นเคยที่อยู่ใกล้ๆตัวเราอย่างส้มตำ, น้ำตก ไม่ได้มีแพ้อาหารญี่ปุ่นที่กำลังอยู่ในกระแสนิยม

 

สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากเรื่องนี้คือ การทำธุรกิจเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เห็นภายนอกเป็นธุรกิจเดียวกัน ภายในอาจแตกต่างกันมากมาย

 

ธุรกิจคล้ายกัน ไม่จำเป็นต้องดำเนินธุรกิจหรือมีกลยุทธที่เหมือนๆกัน และสามารถมีจุดยืนที่แตกต่างกันได้

 

บางครั้งจุดยืนที่แตกต่างกันถึงกับชี้เป็นชี้ตายการทำธุรกิจได้เลยทีเดียว

 

อย่างในกรณีของ ZEN ธุรกิจเริ่มต้นด้วยอาหารญี่ปุ่น แต่ก็ไม่ได้โตด้วยอาหารญี่ปุ่น ซึ่งต่างกับ Fuji ที่อยู่ในธุรกิจอาหารญี่ปุ่นเท่านั้น เหมือนแต่แตกต่าง ทั้งสองต่างก็เป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ

 

ไม่ว่าจะมีกลยุทธแบบไหน ทำธุรกิจอะไร การมีจุดยืนที่แตกต่างแต่ชัดเจน จะทำให้ธุรกิจพบกับความสำเร็จในแบบของตนเองได้เสมอ

 

ความเหมือนในความแตกต่างคือสิ่งที่สวยงามของการทำธุรกิจ

 

ข้อมูลหุ้น กองทุน บทความธุรกิจและการตลาดดีๆ

แอดไลน์กันไว้ จะได้ไม่พลาดโอกาสเปลี่ยนชีวิต

http://bit.ly/buffettcode