เจาะลึกหุ้น ILM อาณาจักรของตกแต่งบ้านครบวงจร Index Living Mall

รีวิวหุ้น ILM

หุ้น ILM หรือ Index LivingMall อาณาจักรของแต่งบ้านอันดับ1 ของประเทศไทย
ไม่ว่าจะเคยแต่งบ้านเองหรือไม่ผมเชื่อว่าคนไทยต้องเคยใช้บริการ ILM อยู่บ้าง
ไม่ว่าจะเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ Winner,คอมมูนิตี้มอลล์ The Walk หรือLittle Walk ล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจของ ILM ทั้งสิ้น

การเข้าตลาดของ ILM ครั้งนี้จะเอาเงิน IPO ไปขยายสาขาและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของโรงงานและโครงการอื่นๆ รวมถึงชำระคืนเงินกู้ยืมแก่สถาบันการเงินและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน

ILM จะทำได้หรือไม่? มีกลยุทธ์อย่างไร? หุ้นดีมั้ยควรถือลงทุนระยะยาวรึเปล่า
ผมสรุปข้อมูลมาให้แล้ว มาหาคำตอบไปพร้อมๆกันครับ

Stay Invest, Stay Rich
Buffettcode feat. Index Living Mall
#Buffettcode #บทเรียนเปลี่ยนชีวิต

สัดส่วนรายได้ หุ้น ilm

รู้หรือไม่ว่า Index Living Mall คือบริษัทขายของตกแต่งบ้านครบวงจร ที่มีส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2560)

โดยผู้เล่นรายใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรก ครองส่วนแบ่งการตลาดอยู่เกือบ 50% ของตลาดของตกแต่งบ้าน ขณะที่ ILM ซึ่งเป็นเบอร์ 1 มีส่วนแบ่งการตลาดกว่า 20%

หุ้น ILM เริ่มต้นทำธุรกิจครั้งแรกในปี 2537 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลากว่า 25 ปีที่บริษัทสร้างรายได้เข้าสู่หลักหลายพันล้านบาท 

นับว่าเป็นการเติบโตที่ไม่ธรรมดา ภายใต้แรงกดดันของการแข่งขันจากคู่แข่ง และสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แข็งแกร่งนัก

หุ้น ILM ยังคงสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีโอกาสเป็นการลงทุนที่ดีในระยะยาว

แบรนด์สินค้าของ ILM

หลายๆ คนรู้จักหุ้น ILM ด้วยแบรนด์Index Living Mall แต่ภายใต้ธุรกิจที่เติบโตของILM นั้น มีแบรนด์ชั้นนำที่ครอบคลุมตลาดตั้งแต่ Mass ไปจนถึง Premium

1.Index Living Mall เป็นแบรนด์ร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านแบบครบวงจร และ Multibrandเน้นลูกค้าอายุ 25-50 ปี รายได้ปานกลาง-ปานกลางค่อนข้างสูง (Mass to Premium Mass) ตัวอย่างแบรนด์สินค้า เช่น Index Furniture, WINNER, Younique, Baby Journey เป็นต้น

2.Trend Design ร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง สไตล์ Italian Modern นำเข้าจากต่างประเทศ เน้นลูกค้าอายุ 35-50 ปี รายได้ปานกลางค่อนข้างสูง-สูง (Premium Mass to Premium)

3.BoConceptร้านเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านนำเข้า สไตล์ Urban Danishที่เน้นความ Minimalistสำหรับลูกค้าอายุ 35-50 ปี ที่มีรายได้สูง (Premium) 

4.Momentousร้านเฟอร์นิเจอร์นำเข้าสไตล์ American Luxury เน้นกลุ่มลูกค้า 35-50 ปี ที่ชื่นชอบความเรียบหรู ความมีเอกลักษณ์ และมีคุณภาพสูง 

นอกจากนี้ปี 2560 ILM ได้เปิดตัวบริการ YouniqueCustomized Furniture 4.0 เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดรูปแบบใหม่ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่มองหาเฟอร์นิเจอร์ที่ปรับแต่งดีไซน์ได้เอง ภายในงบประมาณที่ตั้งไว้

ด้วยโครงสร้างธุรกิจที่เข้มแข็งโดยมีหัวหอกคือ ​Index Living Mall และ Winner ส่งผลให้ ILM มีสาขาทั่วประเทศไทยเป็น Index Living Mall 36 สาขา และตัวแทนจัดจำหน่ายWinner Furniture Center 25 สาขา

เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอุตสาหกรรม ILM ถือเป็นหนึ่งในร้านค้าปลีกของตกแต่งบ้านที่มีสาขาและเครือข่ายจัดจำหน่ายมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีสมาชิก Joy Card กว่า 1 ล้านคน

ในแต่ละทำเล ILM จะสร้างร้านที่มีพื้นที่ในการวางสินค้าประมาณ 3,500-18,000ตร.ม.
วางสินค้าเฉลี่ย 8,000-15,000 รายการ สำหรับIndex Living Mall ที่เป็น Standalone
ส่วนสาขาที่เป็นรูปแบบFurniture Center จะวางสินค้าอยู่ที่ประมาณ 740-2,700 รายการ

รายได้ต่างประเทศของ ILM

จากที่กล่าวไปแล้ว ILM ประสบความสำเร็จอย่างมากในประเทศไทย ปัจจุบันได้มีการขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศ 

โดยบริษัทเน้นการทำธุรกิจแบบเฟรนไชส์ขายเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านให้กับพันธมิตรในประเทศต่างๆ 7 ประเทศ ได้แก่ เมียนมา, ปากีสถาน, อินโดนีเซีย, กัมพูชา, เนปาล, มัลดีฟส์ และลาว

นอกจากนี้ ILM ยังมองหาโอกาส โดยการหาคู่ค้าทางธุรกิจในประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการเข้าทำตลาดเพิ่มเติมในอนาคต

สัดส่วนรายได้ ILM

3 เดือนแรกของปี 2562 รายได้จากการขายส่วนใหญ่ของบริษัทฯ มาจากหน้าร้านที่เป็นสัดส่วน 81.6% และงานโครงการในประเทศที่ 13.7%โดยมีรายได้ในประเทศรวมทั้งสิ้น 81.6%ของรายได้รวมจากการขาย

ซึ่งสินค้าที่ ILM ขายหลักๆ จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องตกแต่ง ที่นอนและเครื่องนอน เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าอื่นๆ ตามลำดับ

อัตราให้เช่าพื้นที่ของ ILM

นอกจากนี้ ในส่วนธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์ภายใต้แบรนด์ The Walk, Little Walk และ Index Mallซึ่งตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดตามหัวเมืองใหญ่รวม 9 สาขา มีรายได้จากการให้บริการที่เติบโตต่อเนื่อง 

โดยร้านค้าที่มาเช่าพื้นที่ ต่างก็เป็นร้านค้าชั้นนำ เช่น ร้านกาแฟStarbucks, ร้านเสื้อผ้า Uniqlo, Tops Supermarket, Bar-B-Q Plaza และร้านค้าชั้นนำอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งการเข้ามาของร้านค้าชั้นนำเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า นอกจากธุรกิจค้าปลีกของตกแต่งบ้านแล้ว ILM ยังประสบความสำเร็จในการเข้าสู่ธุรกิจคอมมูนิตี้มอลล์อีกด้วย

ในมุมมองของงบการเงินโดยรวมถือว่าหุ้น ILM เติบโตได้ดี ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและการแข่งขันอันดุเดือด

ปี 2561 รายได้ของ ILM เติบโต หลักๆ มาจากการขยายสาขาของคอมมูนิตี้มอลล์ และSame store sales growth กลับมาเติบโตอยู่ที่ 3.3% จากในปี 2560 ที่อยู่ที่ -6.1%

อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญอื่นๆ ถือว่าไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

อัตรากำไรขั้นต้นจากการขาย เติบโตจาก 42.9%ในปี 2559 เป็น 44.2% ในปี 2561 
จากการพัฒนาแบรนด์ใหม่, ปรับกลยุทธ์เน้นความหลากหลายของสินค้า และบริหารจัดการต้นทุนในการผลิต

อัตรากำไรขั้นต้นจากการบริการ ลดลงเล็กน้อยจาก 44.5%ในปี 2559 เป็น 43.0%ในปี 2561 
เนื่องจากการลดลงของรายได้เฉลี่ยต่อพื้นที่, การลดลงของอัตราการเช่าในบางพื้นที่ และน้ำท่วมสาขาพระราม 2 ในช่วงต้นปี 2561

ต้นทุนในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจาก 24.9% ในปี 2559 เป็น 26.2% ในปี 2561
หลักๆ มาจากการรับรู้ต้นทุนของ ILM Malaysia ประมาณ 120.4 ลบ. (ปัจจุบันไม่มีแล้วเพราะปิดไปแล้ว)

กำไรสุทธิของ ILM

หากมาดูในมุมของกำไรจะพบว่ากำไรมีการชะลอตัว สาเหตุเพราะ ILM มีการจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการปิดกิจการในมาเลเซีย

หากตัดค่าใช้จ่ายจากการปิดกิจการออกไปจะพบว่า กำไรมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 10.0% ในระหว่างปี 2559-2561

ข้อมูลของกำไรสุทธิมีดังนี้

กำไรสุทธิ
2559 – 489.9 ลบ.
2560 – 497.3 ลบ.
2561 – 430.9 ลบ.

กำไรสุทธิก่อนหักขาดทุน
2559 – 489.9 ลบ.
2560 – 528.4 ลบ.
2561 – 592.5 ลบ.

ถ้าดูเผินๆจะคิดว่าILM ไม่โต แต่ถ้าสังเกตจะพบว่าค่าใช้จ่ายในการปิดกิจการมาเลเซียเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียวครับ

ปี 2562 น่าจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วซึ่งจะส่งผลให้กำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตได้

ปัจจัยการเติบโต ILM

แม้ ILM จะมีผลประกอบการที่โดดเด่นไม่น้อย แต่หลายๆ คนคงยังกังวลกับสภาวะเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ ผมขอสรุปเป็นประเด็นคร่าวๆ ไว้ประมาณ 3 ประเด็น

1.จากข้อมูลล่าสุดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 ตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนยังอยู่ในทิศทางที่เพิ่มขึ้นในระดับ 12.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ยังเติบโต

2.สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ได้ประเมินไว้ว่า การขยายตัวของความเป็นเมืองของประเทศไทยจะขยายขึ้นเป็น 73% ในปี 2593 จาก 51.5% ในปี 2559 ซึ่งการขยายตัวของความเป็นเมืองในประเทศไทยจะส่งผลให้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น และส่งผลบวกกับธุรกิจของตกแต่งบ้าน

3.รถไฟฟ้ากำลังจะพัฒนาเข้าสู่จุดที่ให้บริการได้อย่างสมบูรณ์แบบ มีหลากหลายสาย ช่วยเพิ่มอุปทานของบ้านและคอนโด ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้คนสามารถเป็นเจ้าของบ้านและคอนโดในราคาที่เข้าถึงได้มากขึ้น

สรุปโดยรวมคือ ผมคิดว่าถ้าตัวเลขที่อยู่อาศัยสร้างเสร็จจดทะเบียนยังเติบโตอยู่ คิดว่าในระยะสั้นคงไม่เป็นปัญหา 

ส่วนในระยะยาวนั้น บ้านเป็นปัจจัยสี่ในชีวิตเรา ยังไงคนก็ต้องมีบ้าน ยิ่งปัจจุบันนี้ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ แต่อยู่เป็นครอบครัวเล็กๆ 2-4 คน ซึ่งยิ่งมีการแยกเป็นครอบครัวเล็กมากขึ้น นั่นหมายถึงยอดขายของตกแต่งบ้านที่มีโอกาสจะเติบโตตามนั่นเอง

ส่วนความเสี่ยงของ ILM ผมเองได้แบ่งไว้ 3-4 ประเด็นด้วยกันหลักๆ

1.เรื่องผู้บริหาร เนื่องจาก ILM เป็นธุรกิจที่มีความเป็นธุรกิจในครอบครัวมาก่อน ดังนั้น ผู้บริหารจึงเป็นคนในครอบครัวซึ่งมีความสามารถและเข้าใจตัวธุรกิจเป็นอย่างดี แต่ในอนาคตการขยายกิจการให้เติบโตนั้นไม่สามารถพึ่งพิงแต่ผู้บริหารชุดเดิมได้ หากไม่สามารถหาผู้บริหารที่เข้าใจกิจการจริงๆ อาจจะเป็นความเสี่ยงในการเติบโตได้

2.การขยายตลาดไปต่างประเทศเป็นเรื่องที่ท้าทายมากๆ ธุรกิจไทยหลายบริษัทขยายไปแล้วแต่ก็ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ILM เองมีบทเรียนจากการขยายในประเทศมาเลเซียมาแล้ว การทำแฟรนไชส์ในประเทศที่เหลือคงจะมีการบริหารอย่างระมัดระวัง จะบอกว่าสำเร็จได้ไหมคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์อีกระยะหนึ่ง

3.สภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยที่อยู่ใต้ภาวะผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ซึ่งถือเป็นความเสี่ยง แต่ในอีกมุมหนึ่งหากรัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่องอาจจะช่วยพลิกความเสี่ยงข้อนี้จากไม่ดีให้กลายเป็นดีได้

4.การแข่งขันอันรุนแรงในอุตสาหกรรม ซึ่งพบว่าในปัจจุบันมีผู้เล่นระดับโลกเข้ามาในตลาด ILM ต้องเร่งสร้างเครือข่ายจัดจำหน่าย และความแข็งแกร่งในเชิงกลยุทธ์ให้กับบริษัทโดยเร็วที่สุด หากดำเนินการล่าช้าจะเป็นความเสี่ยงต่อผลการดำเนินงานในอนาคตได้

ความเสี่ยงหลายๆ ข้อ ผมคิดว่าท่านผู้บริหารคงทราบดีอยู่แล้ว ดังนั้น ในฐานะนักลงทุน ผมไม่อยากให้กลัวจนเกินไป แต่ให้คอยตามดูว่ากลยุทธ์และผลการดำเนินงานของบริษัทเป็นไปในทิศทางใด การเป็นนักลงทุนที่ดีต้องมองออกทั้ง 2 มุม แง่ร้ายและแง่ดี มองแง่ร้ายเกินไปก็เสียโอกาส มองแง่ดีเกินไปก็เสี่ยง

รู้เรื่องปัจจัยเติบโตและความเสี่ยงแล้ว ผมคิดว่า ILM มีจุดเด่นที่ค่อนข้างเป็นเอกลักษณ์อยู่ 4 ประการด้วยกัน

1.เรื่องแบรนด์ต้องบอกว่าแข็งมาก Index Living Mall เป็นแบรนด์ที่ครองใจคนไทยทั้งประเทศมานาน ไม่ใช่เรื่องง่ายที่คู่แข่งรายอื่นจะเข้ามาตีได้

2.เครือข่ายจัดจำหน่ายของ ILM ก็เข้มแข็ง กระจายไปทั่วประเทศไทย ทำให้การซื้อขายและให้บริการเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถ้าซื้อแล้วต้องประกอบเองแม้จะถูกใจคนไทยส่วนหนึ่ง แต่ผมไม่คิดว่าจะโดนใจคนไทยส่วนใหญ่ (อันนี้ลองถามใจตัวเองได้) ขึ้นชื่อว่าเมืองไทย ยังไงบริการต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง

3.ILM เป็นบริษัทไม่กี่แห่งที่มีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจร ตั้งแต่การผลิต-ขาย-ติดตั้ง-บริการหลังการขาย เป็นOne-Stop-Shopping ที่แท้ทรู

4.นอกจากนี้ ILM ยังมีธุรกิจเกื้อหนุนที่มีความเข้มแข็งคือ การทำคอมมูนิตี้มอลล์ เพื่อใช้ความหลากหลายดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาหาILM จากปกติแค่มาซื้อเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้าน แต่พอมีร้านอาหารมาเดือนละหลายครั้ง ช่วยเพิ่มTraffic ให้ ILM ได้

5.YouniqueCustomized Furniture 4.0 เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดในรูปแบบใหม่ที่ลูกค้าสามารถปรับแต่งขนาดและดีไซน์ได้เองตามความต้องการ และลูกค้าสามารถปรับขนาดของเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดดังกล่าวได้อย่างอิสระภายใต้งบประมาณที่วางไว้

สุดท้ายILM เข้าตลาดจะเอาเงิน IPO ไปทำอะไร?

1.แน่นอนขยายสาขาทั้ง Index Living Mall2-3 สาขาภายในปี 62-63 ,สินค้าเฟอร์นิเจอร์สั่งตัดYounique, ร้านค้าเฟอร์นิเจอร์ขนาดเล็ก และโครงการอื่นๆ 

2.ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของโรงงาน อันนี้ผมชอบเพราะในระยะยาวจะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง สายการผลิตที่ใช้งานน้อยก็ปรับไปทำสินค้าอื่น กำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว

3.บริษัทมีดอกเบี้ยจ่ายอยู่ที่ประมาณ 169.6ลบ. (ปี 2561) ถ้านำเงิน IPO ที่เหลือจากการขยายสาขาและปรับปรุงโรงงานไปใช้หนี้ก็จะลดดอกเบี้ยได้ ซึ่งจะทำให้กำไรเติบโตทันที

สรุปแล้วผมคิดว่าหุ้น ILM น่าสนใจเพราะเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตได้ในอนาคต ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาของบริษัท อาจมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบบ้างในระยะสั้น เช่น เรื่องน้ำท่วมสาขาพระราม 2 แบรนด์ใหม่อย่างYouniqueที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงการขยายสาขาที่จะทำให้รายได้โตอย่างยั่งยืนได้

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงความเห็นของนักลงทุนคนหนึ่ง หากใครคิดจะลงทุนยังคงต้องศีกษา ILM โดยละเอียดอีกครั้ง ผมทำได้เพียงให้ข้อมูลเพื่อให้ทุกคนไปศึกษาต่อ

เงินลงทุนของท่าน ท่านต้องตัดสินใจเองครับ

Stay Invest, Stay Rich ขอให้โชคดีกับการลงทุนครับ
Buffettcode feat. ILM

ติดตามข้อมูลหุ้นและการลงทุนได้ที่ เพจ BUFFETTCODE