สามก๊ก 2017 Baidu VS Alibaba VS Tencent

สามก๊ก 2017 Baidu VS Alibaba VS Tencent

 

ผู้ยิ่งใหญ่ของ Tech ฝั่งตะวันตกคือ Apple, Amazon, Google และ Facebook

ในอดีตแต่ละรายมีธุรกิจที่แตกต่างกันมากพอสมควรจึงแข่งขันกันอย่างอ้อมๆ

แต่ในปัจจุบันต่างคนต่างก็พัฒนาจนเริ่มมีธุรกิจบางส่วนที่แข่งขันกันตรงๆแล้ว

อย่างที่เห็นชัดก็เช่นเรื่อง Home assistant system ที่เปิดสงครามซัดกันนัวเนียแล้ว

Apple มี Homepod, Amazon มี Echo และ Google มี Google Home

สงครามที่ดุเดือดไม่แพ้กันคือสงครามของ Tech ยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง Baidu VS Tencent VS Alibaba เป็นสงครามที่ดุเดือดจนเรียกได้ว่าเป็นสงคราม “สามก๊ก” ของปี 2017 เลยทีเดียว

ถ้าเราไม่ได้ติดตามทั้ง 3 บริษัทอย่างใกล้ชิดเราจะคิดว่า Baidu ทำ Search engine คล้ายๆ Google, Tencent ทำ WeChat คล้ายๆ LINE และ Alibaba ขายของออนไลน์คล้ายๆ Amazon ดูเหมือนไม่ได้แข่งอะไรกันมากมายเพราะธุรกิจคนละแบบกัน

แต่ในความเป็นจริงทั้ง Baidu, Alibaba และ Tencent ทำอะไรมากกว่านั้นมากและแข่งขันกันอย่างดุเดือดในแทบจะทุกอุตสาหกรรมเลยทีเดียว

 

มาดูอุตสาหกรรมขายของออนไลน์ของ Alibaba ก่อนอันนี้คนไทยเราน่าจะคุ้นเคยที่สุด

Alibaba ดำเนินงานภายใต้ Concept ของการทำให้ผู้คนสามารถทำธุรกิจได้ง่ายไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

Alibaba คือผู้นำในกลุ่มธุรกิจนี้ด้วยตัวเลข Monthly Active User (MAU) สูงสุดที่ประมาณ 500 ล้านคน

ธุรกิจขายของออนไลน์ของ Alibaba มีทั้ง

Alibaba Platform ขาขของสำหรับ Business-to-Business

Aliexpress ซื้อของราคาส่งตรงจากผู้ผลิตในจีน Business-to customer

Taobao ขายของออนไลน์ #1 Customer-to-Customer ในจีน

Tmall ซื้อตรงจากเจ้าของแบรนด์ #1 Business-to-Customer ในจีน

Lazada ผู้นำ Online Marketplace ใน SEA

และ Juhuasuan เว็บไซต์ขายดีลออนไลน์คล้ายๆ Ensogo

นอกจากธุรกิจขายของออนไลน์แล้ว Alibaba ยังมีธุรกิจขนส่งอย่าง Cainiao คอยสนับสนุนการขายสินค้าอีกด้วย

แม้ Tencent จะมีธุรกิจขายของออนไลน์เช่นกันอย่าง JD.com แต่ก็มี MAU น้อยโดยข้อมูลในปี 2016 มี MAU เพียงแค่ประมาณ 260 ล้านคน ในขณะที่กลุ่ม Baidu มี MAU แค่ประมาณ 43 ล้านคนเท่านั้น

 

อุตสาหกรรมที่สำคัญอีกสองอุตสาหกรรมที่ Alibaba เป็นผู้นำอย่างขาดลอยคือ Finance และ Cloud

Alipay นอกจากจะมี Market share ของการจ่ายเงินผ่านมือถือในจีนมากกว่าครึ่ง ส่วน Aliyun ที่ทำธุรกิจ Cloud มีลูกค้ารวมในกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 6,800 ล้านรายมากกว่า Tencent ที่มีแค่ 1,200 ล้านราย

อีกธุรกิจที่น่าสนใจคือธุรกิจ Social network service (SNS)

ในโลกคนที่ใหญ่ที่สุดในธุรกิจนี้คือ Facebook ที่ปัจจุบันนี้มี MAU กว่า 2,000 ล้านคนและ Whatsapp ที่มี MAU ที่ 1,200 ล้านคน

แต่ถ้าเป็นในจีน WeChat ของกลุ่ม Tencent คือผู้ที่มี MAU สูงสุดที่ 900 ล้านคน ถ้ารวม QQ เข้าไปด้วยก็ทะลุ 1,700 ล้านคน ในขณะที่กลุ่ม Alibaba ที่มี Social platform อย่าง Sina Weibo มี MAU เป็นอันดับสองที่ประมาณ 480 ล้านคน และ Baidu มี MAU ประมาณ 260 ล้านคน

Tencent ยังเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเกมส์ทำรายได้ประมาณครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งหมดของบริษัทมี MAU ในปี 2016 ประมาณ 1,000 ล้านคน ชนะ Alibaba ที่ 77 และ Baidu ที่ 86 ล้านคนอย่างขาดลอย

 

อุตสาหกรรมที่ Baidu เป็นผู้นำคือ Search engine

Baidu มี Market share ของ Search engine ในจีนสูงถึง 80% โดยเบอร์ 2 คือ Shenma ของกลุ่ม Alibaba ตามมาด้วย Market share ประมาณ 8% ตามมาด้วยบริษัทจีนอื่นๆส่วน Google มี Market share ประมาณ 2% เพราะ Google เคยมีปัญหากับรัฐบาลจีนเรื่องการเซ็นเซอร์ต่างๆตอนนี้กำลังพยายามแก้ไขโดยการออก Local version เพื่อให้เข้ากับกฏหมายของแต่ละประเทศได้

 

นอกจากธุรกิจหลักที่แข่งกัน ต่างคนต่างพยายามยึดหัวหาดแล้วธุรกิจของบริษัทย่อยก็แข่งขันกันด้วยเช่น Alibaba ซื้อหุ้นบริษัท SM Entertainment ของเกาหลี Tencent ก็จะซื้อหุ้น YG Entertaiment ที่เป็นคู่แข่งของ SM Entertainment หรือบางทีก็ซื้อหุ้นบริษัทเดียวกันเลยอย่างบริษัทรถ Taxi จีนอย่าง Didi Chuxing ในก็ถือหุ้นโดยทั้ง Alibaba และ Tencent สำหรับยักษ์ใหญ่เหล่านี้แล้วคำว่า “ยอม” จนสุดท้ายประเภทธุรกิจที่ 3 บริษัทนี้มีก็แทบจะคล้ายๆกันหมด สาเหตุหนึ่งก็เพราะหลังๆนี้ธุรกิจไม่สามารถอยู่แบบเดี่ยวๆได้อีกแล้วแต่อยู่กับเป็น Eco-system ธุรกิจหนึ่งสนับสนุนอีกธุรกิจหนึ่งเชื่อมต่อกันเป็นเหมือนใยแมงมุม หากพ่ายแพ้ในส่วนใดส่วนหนึ่งก็จะส่งผลกระทบให้อีกส่วนหนึ่งเสียเปรียบไปด้วย

การแข่งขันจึงมีแต่จะสูงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตามข้อมูลที่เขียนครั้งนี้เป็นเพียงมุมมองไม่กี่มุมของธุรกิจบริษัทกลุ่มนี้ เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบกันได้ง่ายและชัดเจน

ด้วย Business model ของธุรกิจ Technology ในยุคนี้ผู้ชนะจะมีได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นแต่จะเป็นใคร? และสงครามสามก๊ก 2017 นี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่นั้นคงยากที่จะคาดเดาได้ แม้แต่สำหรับตัว Jack Ma เองก็ตาม……

 

ปล.ข้อมูลที่ใช้ในบทความนี้จะเป็นข้อมูลประมาณของปี 2016-2017 นะครับอาจมีคลาดเคลื่อนเล็กน้อย

 

ติดตามเรื่องเล่าการลงทุนและกลยุทธธุรกิจมันส์ๆได้ที่ fb.com/buffettcode

 

Source:

http://expandedramblings.com

https://www.statista.com

https://www.chinainternetwatch.com

http://emergingcomms.com