ศึกแห่งศักดิ์ศรี Google VS Yahoo Japan

ศึกแห่งศักดิ์ศรี Google VS Yahoo Japan

ศึกแห่งศักดิ์ศรี Google VS Yahoo Japan

[CASE STUDY]

 

จากงานวิจัยของ BrandZ บริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์ทรงพลังที่สุดในโลกคือ Google !

แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะทุกวันนี้เราทุกคนก็ใช้สินค้าของ Google เป็นจำนวนมากไม่ว่าจะเป็น Search, ระบบปฏิบัติการมือถือ หรือแผนที่อย่าง Google Map

ยิ่งไปกว่านั้น Google ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์สินค้าอีกต่อไปแต่กลายเป็นคำกิริยาของการค้นหาทางอินเตอร์เน็ตไปแล้ว

คนเริ่มไม่พูดว่าให้ไป Search ข้อมูลแต่บอกให้ไป Google it ! มาแทน

หากเทียบกับแบรนด์อื่นๆก็ยังไม่เห็นใครพูดว่าไป Facebook หมายถึงการไปเล่นในโลก Social หรือ Apple หมายถึงการเล่นมือถือ

แค่ย่อหน้านี้เราก็รู้แล้วว่า Google นั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่รู้ไหมว่ายังมีบางตลาดที่ Google ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่ก็ยังชิงความเป็นผู้นำตลาดไม่ได้

 

แม้ Google จะดูเหมือนครองโลกไปเรียบร้อยแล้วแต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า Google จะชนะในทุกที่

ญี่ปุ่นเป็นดินแดนที่เรียกว่าปราบเซียนมาแล้วนักต่อนัก แบรนด์ใหญ่ๆที่ตบเท้าเข้าไปทำธุรกิจล้วนต้องเคยม้วนเสื่อกลับบ้านมาแล้วมากมาย

แบรนด์เหล่านั้นก็เช่น Ikea ที่เอาเฟอร์นิเจอร์ size คนยุโรปไปขายในญี่ปุ่น, Ebay ทีเก็บค่าธรรมเนียมขายของ 5% ในขณะที่ Yahoo Auction ฟรี, UBER ที่ให้บริการรถ Taxi ที่สู้ Taxi ญี่ปุ่นไม่ได้หรือแม้แต่ Iphone ของ Apple เองก็ไม่สามารถตีตลาดญี่ปุ่นได้จริงๆจังๆเพราะคนญี่ปุ่นมีรสนิยมการใช้มือถือที่มีเอกลักษณ์มากๆ Apple เพิ่งจะมาเริ่มสำเร็จมากๆก็ตอน Iphone 3GS

 

ขณะที่ผู้บริหาร Google กำลังฝึกพูดภาษาญี่ปุ่น พวกเขาต้องต้องเผชิญกับคู่แข่งที่เต็มไปด้วยความเป็นญี่ปุ่น 100% นั่นก็คือ Yahoo Japan

ในปี 2007 Yahoo Japan มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 76% Google อยู่ที่ 5.4%

คนญี่ปุ่นมอง Yahoo Japan เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่เข้าใจคนญี่ปุ่นในขณะที่ Google นั้นเป็นบริษัทต่างชาติที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลย

Google ต้องพยายามปรับหน้าเว็บไซต์ของญี่ปุ่นให้มีสิ่งที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยอย่าง Tab หรือเมนูต่างๆอยู่ในหน้าแรก

แม้ Google จะปรับรูปแบบการแสดงเว็บแต่การใช้งานหลักก็ยังไม่สามารถสู้สิ่งที่คนญี่ปุ่นคุ้นเคยอย่างเว็บ Portal แบบ Yahoo ได้

อย่างไรก็ตามส่วนแบ่งการตลาดของ Google เพิ่มขึ้นแต่ก็ยังไม่สามารถเอาชนะ Yahoo Japan ได้

 

Google จึงเปลี่ยนกลยุทธใหม่คือเลิกคิดเรื่องจะชนะ Yahoo Japan แล้วไป Focus กับการชิง #1 ใน Mobile Search แทน

ส่วนแบ่งการตลาดของ Google ก็ยังไม่สามารถที่จะชนะ Yahoo Japan ได้

โดยในปี 2009 Yahoo Japan มีส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงเหลืออยู่ที่ 56.5% และ Google อยู่ที่ 33.7%

 

Google เริ่มด้วยการเป็นพันธมิตรกับเครือข่ายมือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่น #1-#2 คือ NT Docomo และ KDDi เพื่อให้่ Google เป็น Search ตั้งต้นของผู้ใช้และลงแอปพลิเคชั่นของ Google อย่่าง Calender และ Map ในมือถือของคนที่ใช้มือถือ 2 เครือข่ายนี้ Yahoo Japan ในตอนนั้นเป็นพันธมิตรกับค่ายมือถือ #3 คือ Softbank

 

หนึ่งในสิ่งที่ Google ทำพลาดคือการละเลย Demographic พื้นฐานของประเทศญี่ปุ่นซึ่งก็คือสังคมผู้สูงอายุ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุเยอะมากอันดับต้นๆของโลก การเปลี่ยนแปลงในเชิงพฤติกรรมนั้นเป็นไปได้ยากกว่าประเทศที่เต็มไปด้วยวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่

อีกเรื่องหนึ่งคือค่า Internet มือถือราคามหาโหดในช่วงแรกๆที่ Google เข้าตลาดญี่ปุ่น โดยทั่วไปในประเทศที่มีค่ามือถือเป็นอัตราเหมาจ่ายการดูข้อมูลจะพุ่งสูงในช่วงเช้า แต่ที่ญี่ปุ่นกลับกันการดูข้อมูลในอินเตอร์เน็ตพุ่งสูงตั้งแต่ 6 โมงเย็นลงไปถึงเที่ยงคืน ก็อาจจะพอจะเดาได้ว่าคนญี่ปุ่นเองใช้อินเตอร์เน็ตบ้านหรือที่ทำงานซึ่งคิดในอัตราเหมาจ่าย ในการดูข้อมูลไม่ดูผ่านมือถือเพราะมันแพงนี่เอง

 

จนถึงปัจจุบัน Yahoo Japan ยังคงเป็นเจ้าตลาดในการ Search อยู่โดยมีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า Google ในกลุ่มผู้ใช้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป Google สามารถแย่งความเป็นเจ้าตลาดไปได้ในตลาดผู้ใช้อายุ 20-29 ซึ่งอยู่ในยุคของ Mobile internet ราคาถูกแล้ว จากข้อมูลนี้ก็ถือว่า Google ดูเหมือนจะกำลังมาถูกทางขึ้นเรื่อยๆ กลยุทธการเน้นไปที่ Mobile search เริ่มผลิดอกออกผลหลังจาก 10 ปีที่ผ่านมา หาก Yahoo Japan ยังไม่ปรับกลยุทธก็คงต้องสูญเสียตำแหน่งเบอร์ 1 ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

 

เราจะเห็นว่าแม้จะเป็นบริษัทที่ใหญ่ระดับโลกอย่าง Google เป็นเบอร์ 1 ในประเทศนับไม่ถ้วน แต่สุดท้ายแล้วมันก็มักจะมีบางประเทศหรือบางที่ๆมีวัฒนธรรมและพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างไปจริงๆ

Copy & Paste แบบ 100% แล้วรอให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเป็นเรื่องหมดยุคไปแล้ว ตอนนี้เป็นยุคที่สินค้าและบริการต้องปรับตัวและเดินเข้าหาลูกค้าเอง

การที่จะตั้งสมมุติฐานว่าชนะประเทศนั้นแล้วจะชนะในประเทศนี้ด้วยได้อาจจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ลึกซึ้งและละเอียดมากขึ้น

 

แม้โลกของเราจะเชื่อมต่อกันมากขึ้นแต่ความแตกต่างในเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคเองก็มีแนวโน้มที่จะมีความแตกต่างกันมากขึ้นด้วย

เรามักจะได้ยินคำว่า Thailand Only เสมอๆในการทำธุรกิจหรือลงทุน ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่ามันมี American Only, Japan Only และ China Only ด้วย

 

[ติดตามกลยุทธธุรกิจมันส์ๆและการลงทุนได้ที่เพจ BUFFETTCODE]

 

Source:

http://www.japanretailnews.com/japan-retail-news—home/companies-that-failed-in-japan

http://www.japanpolicyforum.jp/archives/economy/pt20160215133225.html

https://techcrunch.com/2008/08/31/how-to-break-quasi-monopolies-in-international-web-markets-%E2%80%93-the-google-japan-approach/

duckpondsoftware.files.wordpress.com

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *