ลมหายใจของกิจการ

การลงทุนแบบVI

ลมหายใจของกิจการ

การลงทุนแบบVI

การลงทุนแบบVI

สิ่งสำคัญที่สุดของการมีชีวิตอยู่ก็คือการมีลมหายใจหากขาดลมหายใจแล้วชีวิตก็ไม่อาจอยู่ได้ ในมุมมองของผมนั้นไม่ใช่แค่มนุษย์เท่านั้นที่มีลมหายใจ แต่กิจการก็มีลมหายใจเช่นกันหากปราศจากซึ่งลมหายใจของกิจการแล้วกิจการนั้นๆก็คงเป็นได้แค่ตึกร้าง, โรงงานว่างๆ หรือเศษเหล็กกองโตที่ไม่ได้สร้างคุณค่าเพิ่มอะไร ลมหายใจจะเป็นตัวกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างของกิจการไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ, การเติบโต, การดำเนินงานหรือแม้แต่อัตราจ่ายเงินปันผล ลมหายใจของกิจการก็คือผู้บริหารนี่เองครับ ในช่วงต้นของการลงทุนผมมักจะให้ความสำคัญกับคุณภาพเชิงตัวเลขอย่างอัตราส่วนทางการเงินต่างๆในงบการเงิน แต่พอมาทำความเข้าใจให้ลึกขึ้นแล้วผมก็ได้เข้าใจว่าตัวเลขทางงบการเงินที่ผมอ่านเป็นเพียง “ผล” หรือปลายทางแล้ว ตัวที่เป็น  “เหตุ” หรือต้นทางก็คือกลยุทธและการดำเนินงานต่างๆที่กิจการนั้นทำ มองย้อนข้ามกลยุทธและหลักการดำเนินงานขึ้นไปอีกเราจะพบว่าที่ต้นทางนั้นก็มาจากผู้บริหารและความฝันของพวกเขานั่นเองครับ แต่อย่างไรก็ตามการมองหรือวิเคราะห์กิจการด้วยตัวเลขและอัตราส่วนทางการเงินต่างๆยังเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ตามประสบการณ์ของผมตัวเลขดีๆเหล่านั้นมักจะมาหลังจากกิจการพัฒนาไปมากซึ่งตอนนั้นหุ้นก็ขึ้นไปมากจนแพงแล้วครับ ! ดังนั้นการทำความเข้าใจผู้บริหาร,ความฝันและแรงบัลดาลใจในการทำธุรกิจของพวกเขานั้นจึงเหมือนเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะทำให้เราได้ลงทุนในกิจการที่ดีในราคาที่เหมาะสมครับ

 

พูดถึงเรื่องผู้บริหารหลายๆคนคงเคยได้ยินหลักการเลือกผู้บริหารของวอร์เรน บัฟเฟตต์ไปแล้วเขาใช้หลักการ 3 ข้อในการคัดเลือกผู้บริหารซึ่งก็คือ Integrity ความซื่อสัตย์ Intelligence ความเฉลียวฉลาด Energy ความกระตือรือล้น ความซื่อสัตย์จะต้องมาอันดับหนึ่งเสมอเพราะถ้าเขาไม่ซื่อสัตย์แล้วความเฉลียวฉลาดกับความกระตือรือล้นของเขาจะกลับมาทำร้ายตัวเราเอง ความฉลาดและพลังจะเป็นเรื่องดีต่อเมื่อคนๆนั้นมีความซื่อสัตย์ในระดับสูง สำหรับตัวผมเองถ้าผู้บริหารคนไหนมีแนวโน้มว่าจะเป็นคนไม่ซื่อสัตย์ดูกันง่ายๆในช่วงวิกฤตของตลาดหรือเศรษฐกิจตกตํ่าครับว่าผู้บริหารคนนี้จะบอกนักลงทุนอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่? หรือตัวเองบอกดีแต่กลับแอบขายหุ้นลับหลังถ้าเป็นแบบนี้ถือว่าควรต้องหลีกเลี่ยงทุกกรณีครับ

 

เรื่องที่สองคือความเฉลียวฉลาด ผู้บริหารที่ดีจะต้องเป็นคนเข้าใจกิจการและอุตสาหกรรมของตนเองอย่างลึกซึ้งซึ่งจะส่งผลให้การกำหนดและดำเนินกลยุทธของพวกเขานั้นเป็นไปได้อย่างงดงามและมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงครับ ผู้บริหารที่มีความเฉลียวฉลาดและมีความสามารถนั้นมักจะมีการกระทำที่เป็นขั้นเป็นตอนมีที่มีที่ไป รู้ถึงจุดแข็งแต่ก็เข้าใจถึงจุดอ่อนของตัวเองเป็นอย่างดี การเป็นนักลงทุนอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นคนฉลาดมากมายซักเท่าไหร่นักแต่จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะแยกคนฉลาดและมีความสามารถออกจากคนที่ไม่ฉลาดและไร้ความสามารถได้ พวกเขามักจะทำให้เรา “ว้าว” ได้เสมอเมื่อสอบถามถึงกลยุทธ,การดำเนินงานหรือวิธีการบุกตลาดของพวกเขา และเมื่อได้ฟังแล้วหลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็จะทำมันได้จริงๆซึ่งจะแสดงผลออกมาภายหลังผ่านงบการเงินครับ

 

เรื่องสุดท้ายความกระตือรือล้นหรือพลังอันเปี่ยมล้นของผู้บริหาร ข้อนี้ผมให้นํ้าหนักมากในการวิเคราะห์ผู้บริหาร ในฐานะนักลงทุนไม่ใช่แค่รู้ว่าพวกเขามีพลังอันเปี่ยมล้นเท่านั้นแต่ต้องเข้าใจและรู้ว่าอะไรคือปัจจัยผลักดันของพลังอันเปี่ยมล้นนั่นซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมาจากความฝันหรือความชอบส่วนตัวของพวกเขานั่นเองครับ การเป็น Everything store ของ Amazon มันต้องยิ่งใหญ่กว่าการเป็นแค่ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาอยู่แล้ว การเติบโตของกิจการที่มีความฝันที่ไม่เหมือนกันนั้นย่อมต้องแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ พอเรารู้แล้วว่าอะไรทำให้มีพลังเราก็ตามไปทำความเข้าใจว่าความเฉลียวฉลาดของพวกเขาจะพาพวกเขาในฐานะผู้บริหารและเราในฐานะนักลงทุนไปถึงฝันได้อย่างไร อีกหนึ่งปัจจัยที่ผมมักจะให้นํ้าหนักด้วยก็คือการถือหุ้นในบริษัทของผู้บริหารครับยิ่งมีหุ้นมากยิ่งดี จะให้ดีควรจะมากกว่า 50% ขึ้นไปผลจากความพยายามของผู้บริหารจะยังให้ประโยชน์กับพวกเขามากกว่าคนอื่นๆที่ถือหุ้นอยู่ เอาจริงๆเหอะคงไม่มีใครอยากทำงานหนักแล้วเห็นคนอื่นรวยกว่าตัวเองจริงไหมครับ?

 

อย่างไรก็ตามการดู “ลมหายใจของกิจการ” นั้นก็มีความเสี่ยงอยู่บ้างในกรณีที่ผู้บริหารค่อนข้างเชี่ยวชาญในการให้ข้อมูล โดยหลายๆครั้งมักจะมุ้งเน้นให้ “ความหวัง” มากกว่าแสดง “ผลลัพธ์” เพราะความหวังเป็นสิ่งที่ในระยะสั้นนั้นพิสูจน์ได้ยากมากครับ เราในฐานะนักลงทุนก็ต้อง “สงสัย” และ “ไม่เชื่อ” เข้าไว้ก่อนที่เราจะพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดมานั้นมีโอกาสเป็นไปได้ซึ่งตรงนี้ก็จะมาจากความรู้และประสบการณ์ของเรานั่นเองครับ ถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดเราก็จะไม่ถูกตบตาได้โดยง่าย หรืออีกวิธีที่ผมใช้บ่อยก็คือผมมักจะ search หาข้อมูลเกี่ยวกับตัวผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้อง ดูคลิปวีดีโอทำความรู้จักพวกเขาให้ได้มากที่สุด และถ้าเป็นไปได้ควรหาโอกาสไป Company visit เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริหารให้ได้มากที่สุดครับ ผมเองลงทุนมาหลายปีผิดหวังมาก็หลายครั้งก็ต้องทำความเข้าใจว่าเราไม่สามารถทำความเข้าใจและถูกต้องได้ทุกครั้ง สิ่งที่เราต้องทำคือ “จำ” และ “เรียนรู้” บทเรียนต่างๆเหล่านี้ไปเพื่อที่ว่าวันหนึ่งเราจะได้ค้นพบบริษัทที่มี “ลมหายใจ” ที่มุ่งมั่น, มีกิจการที่เข้มแข็ง, มีการเติบโตที่ต่อเนื่องและทำให้เราประสบความสำเร็จไปพร้อมๆกับกิจการ ได้ซักวันครับ 🙂

Share

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *