วิกฤตธนาคารเยอรมัน “ดอยซ์แบงก์”

ถ้าถามคนไทยส่วนใหญ่ว่าเวลานึกถึงธนาคารจะนึกถึงธนาคารอะไร? คนก็มักจะนึกถึงกสิกรไม่ก็ไทยพาณิชย์เป็นอันดับต้นๆ ถ้าเราไปถามคนเยอรมันร้อยทั้งร้อยมักจะตอบว่า ดอยซ์แบงก์

ดอยซ์แบงก์คือธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในเยอรมัน มีสินทรัพย์ใหญ่เป็นอันดับที่ 15 ของโลก มีสาขาอยู่ อยู่มากกว่า 58 ประเทศ ตัวธนาคารก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1870 มาถึงวันนี้ก็ 149 ปีแล้วนับว่าเป็นธนาคารเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่ง

สิ่งที่น่าตกใจในวันนี้คือธนาคารอันดับหนึ่งของเยอรมันที่ว่า กำลังลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งว่ามีปัญหา “ฟอกเงิน” เมื่อพนักงานของธนาคารถูกกล่าวหาว่าช่วยลูกค้าฟอกเงินจากธุรกิจสีเทาในต่างประเทศ ประเด็นที่น่าตกใจคือลูกค้าที่ว่าไม่ได้มีแค่คนสองคน แต่กลับมีมากถึง 900 ราย ประเมินมูลค่าของการฟอกเงินได้สูงถึง 354 ล้านเหรียญ หรือ 11,300 ล้านบาท

ข่าวนี้ทำให้ราคาหุ้นดอยซ์แบงก์ตกหนักจากที่วิกฤตอยู่แล้วกลับวิกฤตหนักขึ้นกว่าเดิม

หุ้นดอยซ์แบงก์เคยมีราคาอยู่ที่ 116.65 ยูโรในช่วงปี 2007 ก่อนวิกฤตซับพราม ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 6.97 ยูโรเท่านั้น

การตกหนักของหุ้นขนาดนี้ทำให้ดอยซ์แบงก์เป็นหนึ่งในธนาคารที่ให้ผลตอบแทนกับผู้ถือหุ้นแย่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

ถ้าคุณซื้อหุ้นดอยซ์แบงก์ในปี 2017 ที่ราคาดอย ด้วยเงิน 1 ล้านบาท วันนี้จะเหลือเงินเพียง 94,000 บาท ไม่ถึงแสนด้วยซ้ำไป

ปัจจุบันมูลค่าตลาดของดอยซ์แบงก์อยู่ที่ราวๆ 540,000 ล้านบาท พอๆกับ ธนาคารไทยเราอย่างกสิกรไทยที่มีมูลค่าตลาดที่ 440,000 ล้านบาท

แล้วธนาคารอันดับหนึ่งที่ดู(เหมือนจะ)มั่นคงของเยอรมันอย่างดอยช์แบงก์ไปทำอะไรมาถึงทำให้ราคาหุ้นตกหนักได้ขนาดนี้?

ประเด็นแรก – ดอยซ์แบงก์มีปัญหาเรื่องอื้อฉาวที่ไม่หยุดหย่อน ธนาคารทำผิดกฎหมายเป็นประจำ ตั้งแต่ปี 2000 เป็นต้นมา ธนาคารแห่งนี้โดยฟ้องไปแล้ว 28 ครั้ง เสียค่าปรับไปทั้งสิ้นสูงถึง 12,489 ล้านเหรียญ (เป็นเงินไทยประมาณ เกือบๆ 4 แสนล้าน เท่าๆกับมูลค่าตลาดของธนาคารใหญ่ๆของไทยเลยทีเดียว)

ทำผิดบ่อยครั้ง จ่ายค่าปรับขนาดนี้ดอยซ์แบงก์ถูกศาสตร์จารย์มหาวิทยาลัย Wharton ท่านหนึ่งเรียกว่าเป็น “อาชญากรรายใหญ่” แทนที่จะเป็นธนาคารขนาดใหญ่

ประเด็นที่สอง – ดอยช์แบงก์กำลังถูกดึงเข้าสู่วังวนเกมส์การเมืองของทรัมป์ รู้หรือไม่ว่าทรัมป์เคยเกือบต้องล้มละลายมาแล้วในช่วงปี 1990 ทรัมป์ติดหนี้ธนาคารในสหรัฐถึง 3,400 ล้านเหรียญ ธุรกิจคาสิโน,โรงแรม,อสังหาริมทรัพย์ และสายการบิน ต้องถูกพิทักษ์ทรัพย์โดยกฏหมายล้มละลาย และในตอนนั้นก็เป็นดอยซ์แบงก์ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือทรัมป์

มิตรภาพของทั้งสองอยู่ได้ไม่นาน ในปี 2008 ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ทรัมป์ฟ้องดอยซ์แบงก์ เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายหนี้ที่เขากู้ยืมมา โดยอ้างว่าดอยซ์แบงก์มีส่วนทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจจึงกระทบกับธุรกิจของทรัมป์ สุดท้ายเจรจากันได้ก็จบเรื่องไปแต่…….

เรื่องนี้จริงๆก็ควรจะจบๆไปไม่มีใครสาวเรื่องต่อถ้าดอยช์แบงก์ไม่มีข่าวเรื่องการฟอกเงิน และพรรครีพับบลิกันของทรัมป์ได้เสียงส่วนใหญ่ในสภาล่าง แต่ประเด็นคือสถานการณ์มันตรงกันข้ามไง เสียงส่วนใหญ่ของสภาล่างในตอนนี้อยู่ที่พรรคเดโมแครตซึ่งมีอำนาจเพียงพอที่จะออกหมายศาลเพื่อตรวจสอบธุรกรรมการเงินระหว่างดอยซ์แบงก์และทรัมป์ได้

ถ้าผมเป็นเดโมแครตคงจะลองตรวจสอบดูว่ามีใครแถวๆนั้นเคยฟอกเงินรึเปล่า?

ประเด็นที่สาม – ดอยซ์แบงก์ฝั่งสหรัฐฯถูกลดเรทติ้งจาก S&P  และไม่สามารถผ่าน Stress Test รอบที่สองของ FED เมื่อเดือนมิถุนายน 2018 นั่นหมายความว่าหากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นดอยซ์แบงก์หากประสบปัญหาได้

ประเด็นที่สี่ – ปัญหาที่สำคัญที่สุดที่ทำให้หุ้นตกคือดอยซ์แบงก์ประสบปัญหาขาดทุนอย่างต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว

ปี 2015 – รายได้ 32,348 ล้านยูโร ขาดทุน 6,790 ล้านยูโร
ปี 2016 – รายได้ 28,712 ล้านยูโร ขาดทุน 1,400 ล้านยูโร
ปี 2017 – รายได้ 25,926 ล้านยูโร ขาดทุน 750 ล้านยูโร

นอกจากผลกำไรที่ไม่มีรายได้ก็ลดลงเป็นจุดต่ำสุดตั้งแต่ปี 2012

ประเด็นสุดท้าย –  ปัญหาอื่นๆอีกรอบด้านที่เรื้อรังมาตั้งแต่ปี 2008 ทั้งการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่วนแบ่งการตลาดที่ลดลง การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงอย่างต่อเนื่อง และการพยายามปรับโครงสร้างลดต้นทุน ปลดพนักงาน ปิดสาขา ปัญหามากมายที่ผมเขียนในบทความนี้คงไม่หมด

จากข้อมูลทั้งหมดนี้เหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดที่จะเกิดกับดอยซ์แบงก์ได้คือล่มสลายตามเลย์แมน บราเทอรส์ไป แต่จะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นได้คงไม่ง่ายเพราะดอยซ์แบงก์เป็นธนาคารที่ใหญ่และมีความสำคัญกับระบบการเงินโลกเป็นอย่างมาก ก็คงต้องลองติดตามดูกันเองว่าหนังเรื่องนี้จะจบอย่างไร? ใครจะเป็นคนมาช่วย?

เรื่องวิกฤตของดอยซ์แบงก์ในครั้งนี้ให้บทเรียนการลงทุนหลายข้อด้วยกัน

ในโลกของการลงทุนบริษัทที่ใหญ่ไม่ใช่ว่าจะดีเสมอไป ใหญ่แค่ไหนก็ล้มได้
ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน ทำอะไรตรงไปตรงมารวยช้าแต่จะรวยอย่างมั่นคง
สุดท้ายดอยช์แบงก์อาจกู้กำไรกลับมาได้ แต่ความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อธนาคารอาจจะกู้กลับมาไม่ได้อีกเลย ชื่อเสียงร้อยปีอาจถูกทำลายภายในเวลาไม่กี่ปี

คุ้มค่าหรือไม่กับการทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้ได้กำไรที่เพิ่มมาไม่กี่บาท? ดูที่ราคาหุ้นทุกคนก็คงรู้คำตอบกันแล้ว

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *